คำถามที่พบบ่อย

การใช้ฮอร์โมนทดแทนหลังจากหมดประจำเดือนกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

ภาวะหมดประจำเดือนคือ การที่รังไข่หยุดกระบวนการตกไข่และลดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจส-

เตอร์โรน ซึ่งส่งผลให้ประจำเดือนหยุดไป นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้หมดประจำเดือน เช่น การผ่าตัดรังไข่ จาก

การที่ฮอร์โมนลดลงทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน อย่างไรก็ตามอาการ

เหล่านี้จะหายไปเองได้ในที่สุด

การใช้ฮอร์โมนทดแทนหลังจากหมดประจำเดือนกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งมดลูก

มีการศึกษาพบว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทนชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจน เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูก

โดยที่หลังหยุดยาก็ยังมีความเสี่ยงสูงกว่าคนที่ไม่เคยใช้เลย ปัจจุบันจึงไม่นิยมให้ยาฮอร์โมนทดแทนชนิดฮอร์โมน

เอสโตรเจนแก่สตรีที่ยังมีมดลูก แนะนำให้ใช้เป็นยาฮอร์โมนรวม(ฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมกับโปรเจสติน)

 

การใช้ฮอร์โมนทดแทนหลังจากหมดประจำเดือนกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม

จากการศึกษาพบว่าการใช้ยาฮอร์โมนรวม(ฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมกับโปรเจสติน)เพิ่มความเสี่ยงในการ

เกิดมะเร็งเต้านมประมาณ 5-6% โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้ยา และความเสี่ยงจะลดลงเท่ากับ

ผู้ที่ไม่เคยใช้ยาหลังจากหยุดยา 3 ปี การเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งคาดว่าเกิดจากโปรเจสติน ดังนั้นใน

ผู้หญิงที่ผ่านการตัดมดลูกควรได้รับฮอร์โมนทดแทนชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่า เนื่องจากไม่มีความเสี่ยง

ในการเกิดมะเร็งมดลูก นอกจากนี้ในส่วนของฮอร์โมนทดแทนชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจนก็มีการศึกษา พบว่าเพิ่ม

ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมประมาณ1-3% แต่ไม่พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับการตัดมดลูกแล้ว

 

การใช้ฮอร์โมนทดแทนหลังจากหมดประจำเดือนกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่

ฮอร์โมนทดแทนชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ประมาณ 50%เมื่อใช้เป็น

เวลานานกว่า5ปี โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้ อย่างไรก็ตามการใช้ฮอร์โมนทดแทนเพิ่มความเสี่ยง

ในการเกิดมะเร็งรังไข่น้อยมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งชนิดอื่น เช่น มะเร็งเต้านม

 

การใช้ฮอร์โมนทดแทนหลังจากหมดประจำเดือนกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

จากการศึกษาพบว่าการใช้ยาฮอร์โมนรวม (ฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมกับโปรเจสติน) ลดความเสี่ยงในการ

เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ถึง 40% แต่ผลนี้จะลดลงหลังจากหยุดใช้ยา 2 ปี ส่วนยาฮอร์โมนทดแทนชนิดฮอร์โมน

เอสโตรเจน ไม่มีผลต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

 

การใช้ฮอร์โมนทดแทนหลังจากหมดประจำเดือนกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอด

จากการศึกษาพบว่าการใช้ยาฮอร์โมนรวม(ฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมกับโปรเจสติน)เป็นเวลานาน 5 ปีและ

หลังจากหยุดยานาน 3 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอดโดยเฉพาะชนิด non-small cell อย่างไรก็ตาม

ผลนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับผลจากปัจจัยเสี่ยงอื่นในการเกิดมะเร็งปอด เช่น การสูบบุหรี่

 

ดังนั้นการเลือกใช้ยาฮอร์โมนทดแทน ผู้ป่วยควรคำนึงถึงผลของยา เช่น การเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งปอด ผลของยาฮอร์โมนรวมที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ เส้น เลือดในสมองตีบ เส้นเลือดดำที่ขาอุดตัน และพิจารณาถึงทางเลือกอื่นในการรักษาอาการข้างเคียงจากการหมด ประจำเดือน หรือภาวะกระดูกพรุน การใช้ยาฮอร์โมนทดแทนสามารถทำได้ ถ้าอยู่ในการดูแลของแพทย์ และควร ใช้ปริมานน้อยที่สุดและใช้ระยะสั้น โดยผู้ป่วยที่ใช้ยาฮอร์โมนทดแทนควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทุกปีและควร ไปพบแพทย์เมื่อมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ เพราะอาจเป็นสัญญานของมะเร็งมดลูกได้

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 7 5 6 9 3 2

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์