คำถามที่พบบ่อย

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษามะเร็งซึ่งได้มีการฟอร์เวิร์ดทาง email มานานหลายปี

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษามะเร็งซึ่งได้มีการฟอร์เวิร์ดทาง email มานานหลายปี (อ้างว่ามาจาก John Hopskin)

บทความนี้จะได้ตอบข้อความต่างๆ เหล่านี้ให้กระจ่าง

ข้อความสีแดงเป็นข้อความที่มาจากฟอร์เวิร์ดเมล์ **ในขณะที่ข้อความสีดำคือคำชี้แจงของผมตามหลักการแพทย์ ผมจะให้ความ

เห็นแบบข้อต่อข้อนะครับ จะได้ทราบว่าในทางทฤษฎีมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งอย่างไร

1. AFTER YEARS OF TELLING PEOPLE CHEMOTHERAPY IS THE ONLY WAY TO TRY AND ELIMINATE

CANCER, JOHNS HOPKINS IS FINALLY STARTING TO TELL YOU THERE IS AN ALTERNATIVE WAY.

หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น

ฮอฟกินส์ ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆ อีก

**ในทางการแพทย์ การให้ยาเคมีไม่ใช่ทางเลือกเดียวของการรักษามะเร็งครับ การรักษามะเร็งใช้วิธีการรักษาแบบผสมผสาน

นั่นคือ เราแบ่งมะเร็งง่ายๆ เป็น 2 แบบ คือ

1. มะเร็งระบบโลหิต (ได้แก่มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งฮอร์ดกิน และนอนฮอร์ดกิน โรค multiple myeloma

เป็นต้น) มะเร็งพวกนี้ใช้การรักษาหลักเป็นยาเคมี, molecular targeted therapy (เรียกว่าการรักษาแบบเจาะจงระดับโมเลกุล) และ

การฉายรังสีเสริมเฉพาะจุด เพื่อเพิ่มการควบคุมโรคเฉพาะที่ครับ นอกจากนี้ยังมีการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วยสเตมเซลล์ด้วย ซึ่งเป็น

มะเร็งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สเตมเซลล์ช่วยรักษาโรคได้จริงๆ ในคนไข้ที่หมอเลือกว่าเหมาะสมกับการปลูกถ่ายไขกระดูก ทางแพทย์

เรียกว่า stem cell transplant ครับ

2. มะเร็งชนิดเป็นก้อน (solid tumor) การรักษาหลักคือ การผ่าตัด ถ้าก้อนไม่ใหญ่โตมาก ซึ่งมักจะตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัด

หรือการฉายรังสีเพื่อลดการกำเริบของโรค สำหรับผู้ที่เป็นก้อนขนาดใหญ่ มีการลุกลามต่อมน้ำเหลือง หรือการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น

(เรียกว่าระยะ 4) มักจะให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดนำ แล้วตามด้วยการฉายรังสีหรือผ่าตัด นอกจากนี้ยังมี molecular targeted

therapy ด้วย


2. Every person has cancer cells in the body. These cancer cells do not show up in the standard tests

until they have multiplied to a few billion. When doctors tell cancer patients that there are no more cancer cells

in their bodies after treatment, it just means the tests are unable to detect the cancer cells because they have

not reached the detectable size.

ทุกๆ คนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัว

เพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซลล์ เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกายผู้ป่วย โรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้วมันหมายถึงว่าระบบ

ไม่สามารถตรวจสอบเซลล์มะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

**ทุกคนมีเซลล์ที่ผิดปกติ (mutated cell เซลล์กลายพันธ์) ในร่างกายอันนี้ถูก แต่ไม่ใช่ทุกคนมีเซลล์มะเร็ง (cancer cell)

ในร่างกายโดยปกติร่างกายจะมีระบบตรวจสอบผ่านกลไกทางชีววิทยามากมาย (ไม่เว้นแม้แต่เซลล์เส้นใหญ่ เซลล์เศรษฐี เซลล์นักการ

เมือง ฮา ฮา...) ซึ่งจะคอยกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้น ร่างกายที่แข็งแรงก็จะมีระบบตรวจสอบแข็งแกร่ง ร่างกายที่ไร้ภูมิคุ้มกัน เช่น

คนเป็นโรคเอดส์ ก็จะมีระบบตรวจสอบอ่อนแอ (เหมือนประเทศไทยเลย) หากเซลล์ที่กลายพันธ์โตขึ้นโดยควบคุมไม่ได้ (เรียกว่ารัฐบาล

ไม่มีประสิทธิภาพก็ได้) ก็จะทำให้เกิดก้อนเนื้อขึ้นมา ซึ่งปกติต้องใหญ่กว่า 1 ซม. (ประมาณพันล้านเซลล์) จึงจะสามารถตรวจได้ด้วย

เครื่องมือทางการแพทย์ (ซึ่งก็มีหลายระดับหลายราคา) จากนั้นเมื่อเราคลำได้ ไปหาหมอเจาะเซลล์มาดูก็อาจจะพบเซลล์มะเร็งนั้นได้

เซลล์มะเร็งทนต่อการทำลายครับ จึงค่อยๆ โตขึ้น ถ้าเป็นมากก็จะลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง (เหมือนชายแดนเรานั่นเอง) ต่อจากนั้นก็

เริ่มกินเส้นเลือด เซลล์หลบไปตามเส้นเลือด (เหมือนหนีออกจากประเทศ) แล้วก็กระจายไปอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ปอด หัวใจ

(เหมือนเขมร ดูไบ) แล้วในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษาก็เสียชีวิตครับ (ระวังประเทศเราจะเป็นอย่างนั้น)


3. Cancer cells occur between 6 to more than 10 times in a person's lifetime.

เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆ หนึ่ง

**ในประชากรแต่ละคนก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งไม่เท่ากัน บางคนเสี่ยงมาก เช่น นักการเมือง..เอ้ย! คนสูบบุหรี่ เสี่ยง

ต่อมะเร็งปอดช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร (เสี่ยงเยอะ) ในคนบางคนมียีนส์ผิดปกติในร่างกาย เช่น ยีนส์ retinoblastoma

ก็ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งมากกว่าปกติ ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีโรงพยาบาลไหนสามารถตรวจได้ว่าคนแต่ละคนมียีนส์เสี่ยงจะเป็น

โรคมะเร็งหรือไม แต่หากเป็นแล้วก็อาจนำชิ้นเนื้อที่ตรวจได้ไปตรวจว่ามียีนส์ผิดปกติไหม เช่น มะเร็งเต้านมมียีนส์ HER-2 ผิดปกติ

เป็นต้น ซึ่งก็จะทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้รัดกุมขึ้น แม่นยำขึ้น เรียกเท่ๆ ว่า tailored treatment เหมือนช่างตัดเสื้อ

ตัดให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคนครับ


4. When the person's immune system is strong the cancer cells will be destroyed and prevented from multiplying and forming tumours.

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลล์มะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็น

เนื้องอก

**อันนี้ถูกครับ แต่ถูกไม่หมด ในคนปกติภูมิคุ้มกันดีแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็เกิดขึ้นได้ เซลล์ที่โตเร็วๆ บางทีก็ไม่เป็นมะเร็ง

ครับเรียกพวกนี้ว่า benign neoplasm เช่น เนื้องอกธรรมดา เนื้องอกมดลูก เนื้องอกหลอดเลือด คีลอยด์หลังเกิดแผล เป็นต้น

หากเป็นมะเร็งเรียก malignant neoplasm ซึ่งก็เกิดได้ในคนแข็งแรงได้เช่นกันเหมือนที่กล่าวแล้วข้างต้น


5. When a person has cancer it indicates the person has multiple nutritional dificiencies. These could

be due to genetic, environmental, food and lifestyle factors.

เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆ นั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีนส์

สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆ ในการดำรงชีวิต

**ไม่ถูกครับ คุณจะกินเนื้อสัตว์ กินมังสวิรัติ กินเจ กินชีวจิต ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่เป็นมะเร็ง ดังนั้นมะเร็งกับ

โภชนาการไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งตรงๆ นะครับ เว้นแต่ดื่มแต่เบียร์ เหล้า ของปิ้งทอดดำๆ ที่มีสารก่อมะเร็งบ่อยๆ

ก็อาจจะเกิดมะเร็ง ผมใช้คำว่าอาจจะเพราะบางคนกินเหล้า กับแกล้มปิ้ง ครบชุดก็ไม่เป็นมะเร็งได้ อย่างที่บอกตอนต้นว่าระบบตรวจ

สอบของแต่ละคนไม่เท่ากัน นอกจากนี้สิ่งแวดล้อม มลพิษ ก็อาจมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง การดำรงชีพแบบตะวันตก

ก็อาจเป็นปัจจัยให้เกิดโรคมะเร็งที่มีรูปแบบเหมือนคนตะวันตก เช่น ปัจจุบันคนเป็นมะเร็งเต้านมกันมากขึ้น เพราะเชื่อว่าในอาหาร

บางอย่างอาจมีฮอร์โมนกระตุ้น แต่จริงๆ แล้วผมเชื่อว่านั่นเป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่คนมีความรู้มากขึ้น มีการระวังมากขึ้น ผู้คนมาก

ขึ้น จึงทำให้เราเห็นว่าอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นครับ

ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งทางนี้เลยครับ


6. To overcome the multiple nutritional dificiencies. changing diet and including supplyments will strengthen the immune system.

เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่าง

จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

**หากคุณกินอาหารครบ 5 หมู่ (เรียนตั้งแต่ประถมแล้ว) กินเฉลี่ยๆ ใครว่ากินผักปลอดภัยครับ (ยาฆ่าแมลงมีถมไป) ใครว่ากิน

ถั่วปลอดภัย (ถั่ว GMO ก็เยอะครับ) ดังนั้นเดินทางสายกลางกินเฉลี่ยๆ โน่นนิดนี่หน่อย ออกกำลังกาย ทำใจให้ผ่องใส หากกินไม่ครบ

จริงๆ ก็อาจเพิ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ครับ แต่อย่าให้มากเกินไปประเภทกินแต่วิตามินเป็นกำๆ ก็ไม่ไหวครับ

สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งแล้วและอยู่ระหว่างการรักษา คุณต้องโดปหน่อย อย่าอดอาหารเดี๋ยวเราจะแย่ก่อนมะเร็งครับ


7. Chemotherapy involves poisoning the rapidly-growing cancer cells and also destroys rapidly-growing

healthy cells in the bone marrow, gastro-intestinal tract etc, and can cause organ damage, like liver, kidneys, heart, lungs etc.

การทำคีโม คือ การให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันมันก็จะทำลายเซลล์

ที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต

หัวใจ ปอด ฯลฯ

**ยาเคมีบำบัดเป็นยาที่ทำลายเซลล์ที่เติบโตเร็ว ดังนั้นระหว่างรักษาจึงมีผลข้างเคียงต่ออวัยวะปกติที่โตเร็ว เช่น ผมร่วง

(ยาบางตัวก็ผมไม่ร่วง) อาการผมร่วงหรือไม่ร่วงไม่ได้บอกว่ายานั้นแรงกว่ายาอีกตัวนะครับ ยาบางตัวทำให้ท้องเสีย ยาเคมีส่วนใหญ่ทำ

ให้เม็ดเลือดขาวลดลง จึงต้องระมัดระวังการดำเนินชีวิตจะได้ไม่ติดเชื้อโรคง่ายๆ หากมีไข้ต้องบอกแพทย์ อย่าเรียกว่าทำลายเลยครับ

เพราะอวัยวะส่วนใหญ่ของผู้ที่แข็งแรงดี (กินอาหารได้ ดูดซึมสารอาหารได้) มักจะซ่อมแซมตัวเองได้ดี


8. Radiation while destroying cancer cells also burns, scars and damages healthy cells, tissues and organs.

การฉายรังสี แม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์ที่ดี เนื้อเยื่อและอวัยวะ

**การฉายแสงปัจจุบันมีเทคนิคต่างๆ มากมายในการลดปฏิกิริยาต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น การฉายแสง 3 มิติ การฉายแสงแบบ

ปรับความเข้ม หรือ IMRT เป็นต้น บางกรณีเราต้องการรังสีปริมาณสูงก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น เพื่อให้โอกาสหายสูงขึ้น เป็นต้น


9. Initial treatment with chemotherapy and radiation will often reduce tumor size. However prolonged use

of chemotherapy and radiation do not result in more tumor destruction.

การบำบัดโดยคีโมและการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆ พบว่ามักไม่

ส่งผลต่อการทำลายเซลล์เนื้องอก

**การรักษามะเร็งสำคัญที่สุดคือ ตอนรักษาครั้งแรกครับ หมอมะเร็งพยายามอย่างยิ่งทุกวิถีทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ในการเพิ่มโอกาสการหายขาด ดังนั้นการรักษาแบบผสมผสานจึงมีความสำคัญ เพราะเมื่อเกิดการกำเริบ การลุกลามโอกาสหายจะ

น้อยลงครับ เพราะจะเป็นพวกเซลล์พันธุ์อึดดื้อแสง ดื้อยาเคมี เมื่อให้ยาเข้าสูตรที่ 3-4 ก็ยิ่งรักษายากขึ้นและโอกาสชนะไม่มากครับ

ผมจึงอยากให้ผู้ป่วยอย่านิ่งนอนใจเวลาเป็นน้อยๆ อย่ามัวแต่กินผัก กินถั่วครับ รีบรักษาก็โอกาสหายสูง


10. When the body has too much toxic burden from chemotherapy and radiation the immune system

is either compromised of destroyed. Whence the person can succumb to various kinds of infections and complications.

เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูก

ทำลายลง ดังนั้นคนๆ นั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

**เวลาให้ยาเคมีบำบัดและฉายรังสี แพทย์จะต้องติดตามเม็ดเลือดขาวว่าต่ำเกินไปไหม ผู้ป่วยมีเรี่ยวแรงพอจะรักษาไหม

ถ้าไม่ได้ก็ต้องเลื่อนหรือหยุดการรักษาครับ วิธีสำคัญที่จะเพิ่มเม็ดเลือดและภูมิคุ้มกัน คือ โปรตีนครับ จากเนื้อสัตว์ นม ไข่ขาว เป็นต้น

เพื่อไม่ให้ต้องหยุดการรักษากลางครัน ซึ่งจะทำให้เซลล์ดื้อยาโตขึ้นอย่างรวดเร็ว


11. Chemotherapy and radiation can cause cancer cells to mutate and become resistant and difficult to destroy. Surgery can also cause cancer cells to spread to other sites.

การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยาและยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาหตุ

ทำให้เซลล์มะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

**เซลล์ที่กลายพันธุ์จากการรักษามักจะเกิดหลังรักษาแล้ว 5-20 ปี ซึ่งแพทย์พยายามใช้วิธีการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด ผลข้างเคียง

น้อยที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสหายของผู้ป่วยครับ และอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ถ้าก้อนใหญ่เกินกว่าผ่าตัดก็จะต้องให้ยาเคมีหรือฉายรังสีนำเพื่อ

ให้ผ่าง่ายขึ้น ผ่าได้หมด จะได้เพิ่มโอกาสหายขาด


12. An effective way to battle cancer is to starve the cancer cells by not feeding it with the foods it needsto multiply.

วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือ การไม่ให้เซลล์มะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว

**ผมกล่าวแล้วข้างต้นว่าร่างกายใหญ่กว่าก้อนมะเร็งตั้งเยอะ เซลล์ปกติก็มีมากกว่าเซลล์มะเร็งตั้งเยอะ การอดอาหาร ไม่ได้

ทำให้ก้อนมะเร็งขาดอาหารหลอกครับ เพราะมันก็มีวิธีการสันดาปอาหารมากมายหลายวิธี ดังนั้นร่างกายต้องแข็งแรงจึงจะสู้โรคได้

อย่ามัวแต่อดอาหารเลยครับ ภาวะโภชนาการที่ดีทำให้ร่างกายมีภูมิที่ดี และทนต่อการรักษาได้ ผู้ป่วยที่ขาดอาหาร เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง

หลอดอาหาร ผอมมาก เซลล์มะเร็งก็โตขึ้นทุกวันครับ ขนาดให้อาหารทางหลอดเลือด ฟีดทางสายยางก็รักษายาก ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเป็น

มะเร็งและอยู่ในช่วงรักษาต้องกินให้ได้พลังงานและสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอครับ


จบตรงนี้แล้วครับ ทานอาหารให้ครบ ทำจิตใจให้แจ่มใส ทำบุญ บำเพ็ญสมาธิ รักษาศีล จะเป็นมะเร็งไม่เป็นมะเร็ง ก็สบายใจไปหลายส่วนครับ

บทความโดย ผศ.นพ.ชวลิต เลิศบุษยานุกูล 

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 7 5 6 9 4 5

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์