คำถามที่พบบ่อย

การใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

 

1. วัยหมดประจำเดือน
2. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
3. ผลงานวิจัยศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์และผลข้างเคียงของการใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
4. การใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีผลต่อมะเร็งเต้านมอย่างไร
5. การใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีผลต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอย่างไร
6. การใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีผลต่อมะเร็งรังไข่อย่างไร
7. การใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีผลต่อมะเร็งลำไส้อย่างไร
8. ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นมะเร็งควรได้รับฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือนหรือไม่
9. วิธีการได้รับฮอร์โมนทดแทนแบบต่าง ๆ มีความแตกต่างกันหรือไม่
10. ทางเลือกอื่นนอกจากการใช้ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน


 

1. วัยหมดประจำเดือน

วัยหมดประจำเดือน เป็นช่วงเวลาที่รังไข่ผลิตฮอร์โมนเพศในระดับต่ำลง (เอสโตรเจนและโพรเจสเตอโรน)

ฮอร์โมนเอสโตรเจน – เป็นฮอร์โมนสนับสนุนการพัฒนาของเต้านมและมดลูกควบคุมการตกไข่ และมีผลต่อสภาพร่างกาย

และอารมณ์ของเพศหญิง

ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน – เป็นฮอร์โมนควบคุมรอบประจำเดือน และเตรียมมดลูกให้เหมาะสมต่อการฟักตัวของไข่หากได้

รับการปฏิสนธิ

แบ่งเป็นสองประเภท ได้แก่

1) วัยหมดประจำเดือนโดยธรรมชาติ เกิดเมื่อผู้หญิงมีรอบเดือนเป็นเดือนสุดท้าย และหยุดไปนาน 1 ปี อายุโดยเฉลี่ย 45-55 ปี

2) วัยหมดประจำเดือนหลังการผ่าตัด เป็นการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหลังการผ่าตัดเอารังไข่ออกทั้งสองข้าง จะเป็นภาวะ 

ที่รอบเดือนหมดทันทีเนื่องจากขาดฮอร์โมนที่มาจากรังไข่



 

2. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

แพทย์จะแนะนำให้ใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีปัญหาที่สัมพันธ์กับวัยหมดประจำเดือน 

อาจจะได้แก่ อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน นอนไม่หลับ และช่องคลอดแห้ง หรือให้เพื่อหวังผลป้องกันผล

ระยะยาวซึ่งเกิดขึ้นได้ ส่วนใหญ่ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ได้แก่ ภาวะกระดูกพรุน

การรักษาโดยใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน โดยทั่วไปหมายถึงการรักษาโดยใช้ยากลุ่มฮอร์โมน

เอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมกับฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน (หรือโพรเจสติน; คือฮอร์โมนสังเคราะห์ซึ่งมาผลคล้าย

กับฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนในร่างกาย) 





 

3. ผลงานวิจัยศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์และผลข้างเคียงของการใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิง

การศึกษาของ “Women’s Health Initiative (WHI) Hormone Program”  ศึกษาเกี่ยวกับผลของการใช้

ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน มีอยู่ 2 การศึกษา ได้แก่ 

1) การศึกษาการใช้ยาเม็ดร่วมฮอร์โมนเอสโตรเจน กับโพรเจสเตอโรนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ยังมีมดลูก

ผลการศึกษาพบว่ายาเม็ดร่วมฮอร์โมนมีความสัมพันธ์เพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม, โรคหัวใจและ

หลอดเลือดมากขึ้น อย่างไรก็ตามก็พบว่ายาเม็ดชนิดนี้ลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้และภาวะกระดูกสะโพกหักเมื่อ

เปรียบเทียบกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมน

2) การศึกษาการใช้ยาเม็ดฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียวในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกแล้ว

ผลการศึกษาพบว่ายาเม็ดฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียวเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดในสมอง 

มากขึ้นเพียงอย่างเดียว 





 

4. การใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีผลต่อมะเร็งเต้านมอย่างไร

จากการศึกษาของ WHI ดังที่กล่าวไปข้างต้น

1) การใช้ยาเม็ดร่วมฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโพรเจสเตอโรนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ยังมีมดลูก หลังจากการ

ติดตามไป 5 ปี พบว่าผู้หญิงที่ได้รับยาเม็ดฮอร์โมนพบมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับ

รายละเอียดการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงว่า กลุ่มผู้หญิงที่ได้รับยาเม็ดฮอร์โมนพบมะเร็งเต้านมได้มากกว่าและระยะ 

ของโรคค่อนข้างมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้รับ  ซึ่งพบว่า 25%ของมะเร็งเต้านมที่พบในกลุ่มที่ได้ฮอร์โมนจะเป็นลักษณะกระจาย

ออกนอกเต้านมไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะข้างเคียง

2) การใช้ยาเม็ดฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียวในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกแล้ว หลังจาก

การติดตามไป 7 ปี ไม่พบว่ายาเม็ดฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งเต้านมมากขึ้นกว่ากลุ่มที่

ไม่ได้รับยา

ถึงแม้ว่ารายละเอียดการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า กลุ่มที่ได้รับฮอร์โมนมีประมาณ 20% ลดโอกาสการเกิดเนื้องอก

ในเต้านม แต่โดยรวมแล้วจะเป็นมะเร็งเต้านมระยะต้น และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับฮอร์โมนก็ไม่ได้แตกต่างกันอย่าง

มีนัยสำคัญทางสถิติ





 

5. การใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีผลต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอย่างไร

ผลจากหลายการศึกษาพบว่าการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนในระยะเวลานานเพิ่มโอกาสของมะเร็งเยื่อบ ุโพรงมดลูก

แต่สำหรับความสัมพันธ์ของการได้รับฮอร์โมนร่วมเอสโตรเจนและโพรเจสเตอโรนกับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีค่อนข้างน้อย

และยังไม่แน่ชัด

จากการศึกษาของ WHI การใช้ยาเม็ดร่วมฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโพรเจสเตอโรนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

ที่ยังมีมดลูก พบว่ามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอัตราการเกิดไม่ได้แตกต่างกันในทั้งสองกลุ่ม  แต่อย่างไรก็ตามอาการเลือดออก

ผิดปกติทางช่องคลอด ก็ยังเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในกลุ่มที่ได้รับฮอร์โมน




 

6. การใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีผลต่อมะเร็งรังไข่อย่างไร

จากข้อมูลของหลายๆการศึกษาสังเกตได้ว่าการใช้ยาเม็ดเอสโตรเจนอย่างเดียวมีแนวโน้มสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้น 

ของมะเร็งรังไข่หากได้รับยามากกว่า 10 ปี

จากการศึกษาของ WHI การใช้ยาเม็ดร่วมฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโพรเจสเตอโรนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

ที่ยังมีมดลูก หลังจากการติดตามไป 5.6 ปี พบว่า 58% ของกลุ่มที่ได้รับยาเม็ดร่วมฮอร์โมนเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งรังไข่

แต่เมื่อเปรียบเทียบกันกับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา โอกาสการเป็นมะเร็งรังไข่ก็ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นอกจากนั้นมีการศึกษาเล็กๆ การศึกษาหนึ่งพบว่าการได้รับยาเม็ดฮอร์โมนร่วมเอสโตรเจนกับโพรเจสเตอโรน 

ไม่เพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งรังไข่หากได้รับมากกว่า 15 วันต่อเดือน แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด 

เนื่องจากจำนวนประชากรน้อยเกินไป




 

7. การใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีผลต่อมะเร็งลำไส้อย่างไร

จากการศึกษาของ WHI การใช้ยาเม็ดร่วมฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโพรเจสเตอโรนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

ที่ยังมีมดลูก หลังจากการติดตามไป 5 ปี รายงานว่า 35% ของกลุ่มที่ได้รับยาเม็ดร่วมฮอร์โมนลดการเกิดมะเร็งลำไส้

ส่วนการศึกษาการใช้ยาเม็ดฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียวของ WHI เช่นกันไม่พบว่าการเกิดมะเร็งลำไส้ 

มีความสัมพันธ์กับการใช้ยาเม็ดฮอร์โมนเอสโตรเจน





 

8. ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นมะเร็งควรได้รับฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือนหรือไม่

จากข้อมูลที่ว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนมีหน้าที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของเซลล์เต้านมและมดลูก จากเหตุผลนี้

จึงอาจทำให้เชื่อว่า การใช้ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือนสำหรับผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมอาจจะสนับสนุน

การเจริญเติบโตของมะเร็ง  แต่ก็มีหลายการศึกษาที่รักษาอาการของวัยหมดประจำเดือนในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแล้วได้

ผลขัดแย้งกับข้อมูลข้างต้น

มีการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 434 คนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียวอีกกลุ่ม

ได้รับฮอร์โมนร่วมเอสโตรเจนกับโพรเจสเตอโรน หลังจากนั้นติดตามไป 2 ปี  แต่ต้องหยุดการศึกษาลงก่อนเนื่องจาก 

พบว่าการได้รับฮอร์โมนในระยะสั้นเป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมอย่างชัดเจนและมีการศึกษา

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 378 คน ติดตามไป 4 ปี ไม่พบว่าได้รับฮอร์โมนเพิ่มโอกาสการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมมากขึ้น

นอกจากนั้นยังได้มีการรวบรวม 15 การศึกษามาวิเคราะห์ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 1,416 คน และผู้หญิงวัยหมด

ประจำเดือนที่ไม่เป็นมะเร็งเต้านม 1.998 คน จากการวิเคราะห์ก็ไม่พบว่าการได้รับฮอร์โมนทดแทนเพิ่มโอกาสการเป็น 

ใหม่หรือการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม





 

9. วิธีการได้รับฮอร์โมนทดแทนแบบต่าง ๆ มีความแตกต่างกันหรือไม่

จากข้อมูลการศึกษาการใช้ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือนส่วนใหญ่จะศึกษาแบบชนิดเม็ดรับประทาน

นอกจากนั้นในปัจจุบันยังมีการใช้แบบอื่นๆ เช่น แผ่นแปะ เจล หรือเจลหล่อลื่นที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนใช้

สำหรับรักษาภาวะช่องคลอดแห้ง สำหรับฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนก็มีทั้งแบบเม็ดรับประทานและเจล

ปริมาณของฮอร์โมนในแต่ละชนิด ขึ้นกับชนิดฮอร์โมน และขนาดปริมาณยาที่ต้องการใช้ โดยทั่วไปชนิดที่ใช้

บริเวณภายนอก เช่น ช่องคลอด จะมีขนาดปริมาณยาน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาเม็ด เนื่องจากเยื่อบุช่องคลอดตอบ

สนองต่อฮอร์โมนได้ดีแม้ปริมาณน้อย





 

10. ทางเลือกอื่นนอกจากการใช้ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน

การป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังเมื่ออายุมากขึ้น การใช้ชีวิตประจำวันควรมีการเปลี่ยนแปลงไป ได้แก่

1) รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีปริมาณแคลเซี่ยม และวิตามินดี เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน

จากข้อมูลของ WHI พบว่าการได้รับแคลเซี่ยมและวิตามินดี ช่วยป้องกันการสูญเสียของเนื้อกระดูก ในกลุ่มผู้หญิง

อายุมากกว่า 60 ปี ถึงแม้ว่ายังพบอีกว่าเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วในไตมากขึ้นด้วย

2) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

3) ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4) เลิกสูบบุหรี่

การให้การรักษาในระยะสั้นเฉพาะสำหรับอาการของวัยหมดประจำเดือน อาจจะทำให้ไม่ต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน 

ในระยะยาวหรือการรักษาทั้งหมด เช่น การใช้เจลฮอร์โมนสำหรับอาการช่องคลอดแห้ง นอกจากนั้นอาหารบางชนิดที่มีส่วน

ประกอบของฮอร์โมนเพศหญิงเช่น นมถั่วเหลือง ธัญพืช มีส่วนประกอบบางอย่างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน

การจะเลือกใช้วิธีการใดนั้น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้การรักษาที่เหมาะสมสำหรับ

ตนเองมากที่สุด

 

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 7 5 6 9 7 6

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์