โรคมะเร็ง

มะเร็งรังไข่

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งรังไข่

1. มะเร็งรังไข่เกิดจากเนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆ รังไข่

2. สตรีที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งรังไข่

3. มะเร็งรังไข่บางชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม

4. สตรีที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งรังไข่อาจเลือกตัดรังไข่เพื่อป้องกัน

อาการที่อาจบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งรังไข่

- ปวดหรือคลำได้ก้อนในช่องท้อง

- ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน

- ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารเช่น ท้องอืด หรือท้องผูก

การทดสอบและวินิจฉัยมะเร็งรังไข่

1. การตรวจภายใน

2. การทำอัลตราซาวน์ หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์

3. การเจาะดูค่า CA-125 ในเลือด

4. การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

ระยะต่างๆ ของมะเร็งรังไข่

ระยะที่ 1:

ระยะ 1A : พบเซลล์มะเร็งในรังไข่ข้างเดียว

ระยะ 1B : พบเซลล์มะเร็งในรังไข่สองข้าง

ระยะ 1C : พบเซลล์มะเร็งในรังไข่หนึ่ง หรือสองข้างและ พบเซลล์มะเร็งที่ผิวนอกสุดของรังไข่ หรือผนังแคปซูลของมะเร็งแตก หรือพบเซลล์มะเร็งในน้ำในช่องท้อง

ระยะที่ 2:

ระยะ 2A : มะเร็งกระจายไปที่มดลูกหรือปีกมดลูก

ระยะ 2B : มะเร็งกระจายไปที่เนื้อเยื่อภายในอุ้งเชิงกราน

ระยะ 2C : มะเร็งกระจายไปที่มดลูกและ/หรือ ปีกมดลูกและ/หรือ เนื้อเยื่อในอุ้งเชิงกรานและพบเซลล์มะเร็ง ในน้ำในช่องท้อง

ระยะที่ 3:

ระยะ 3A : พบก้อนมะเร็งเฉพาะในอุ้งเชิงกราน แต่พบเซลล์มะเร็งที่เยื่อบุช่องท้อง

ระยะ 3B : มะเร็งลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้องแต่ขนาดเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 cm.

ระยะ 3C : มะเร็งลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้องขนาดใหญ่กว่า 2 cm. และ/หรือ ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง

ระยะที่ 4:  มะเร็งมีการกระจายไปนอกช่องท้องไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายการรักษามะเร็งรังไข่

ระยะที่ 1, 2: ใช้การผ่าตัดเป็นหลัก

ระยะที่ 3, 4: ใช้การผ่าตัดแล้วดูว่ามีก้อนมะเร็งเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด

- หากเหลืออยู่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 cm : ให้ยาเคมีบำบัดต่อ

- หากเหลืออยู่มากกว่า 1 cm : ให้ยาเคมีบำบัดและอาจพิจารณาผ่าตัดอีกครั้ง

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

3 2 3 4 0 3 5

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์