โรคมะเร็ง

มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach/gastric cancer)

ความรู้ทั่วไป

มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นลำดับที่ 12 ในประเทศไทย มีอุบัติการณ์ของโรคในประเทศแถบเอเชียมากกว่ายุโรปหรือสหรัฐอเมริกา สาเหตุการเกิดโรคยังไม่แน่ชัดแต่พบว่าการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค ผู้ป่วยระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ มีอาการน้อย หรือมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงกับมะเร็ง เช่น ท้องอืด ไม่อยากอาการ เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีน้ำหนักตัวลดลง ปวดท้อง มีเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมีการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับและเยื่อบุผนังช่องท้อง การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนและตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือเพ็ทสแกนเพื่อประเมินระยะของโรค แพทย์รังสีรักษาจะประเมินระยะของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วยเพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย


หลักการรักษา

การรักษาหลักคือการผ่าตัด ตามหลังด้วยการรักษาเสริม ซึ่งอาจเป็นยาเคมีบำบัดอย่างเดียวหรือการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี ทั้งนี้ขึ้นกับผลการผ่าตัด รังสีรักษายังมีบทบาทในระยะลุกลามเฉพาะที่กรณีรอยโรคผ่าตัดไม่ได้ หรือระยะแพร่กระจายที่ผู้ป่วยมีอาการจากก้อนมะเร็ง เช่น เจ็บปวด มีเลือดออกมาก เป็นต้น

การฉายรังสี

  • ก่อนการฉายรังสี ผู้ป่วยจะได้รับการจำลองการฉายรังสี คือการจัดท่าทางเสมือนวันฉายรังสีจริง ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนมาจำลองการฉายรังสี เพื่อให้กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กที่สุด เนื่องจากกระเพาะอาหารสามารถขยายขนาดได้มาก ขึ้นกับปริมาณอาหารและน้ำที่รับประทาน ซึ่งกระเพาะอาหารที่มีขนาดใหญ่จะทำให้ขอบเขตการฉายแสงจะกว้าง อวัยวะสำคัญรอบๆ อาจได้รับรังสีไปด้วย
  • ในวันจำลองการฉายรังสี แพทย์จะทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ กำหนดจุดในการฉายรังสี และขีดเส้นบนตัวผู้ป่วย ซึ่งเส้นดังกล่าวใช้เพื่อเทียบตำแหน่งกับวันฉายจริง ดังนั้นจึงมีความสำคัญที่ผู้ป่วยต้องดูและไม่ให้เส้นเลือนหายไปก่อนวันเริ่มฉายรังสี หลังจากนั้นแพทย์และนักฟิสิกส์ใช้เวลาวางแผนประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนเริ่มฉายจริง
  • ผู้ป่วยจะได้รับการฉายรังสีจำนวน 25-28ครั้ง โดยฉายรังสีวันจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 1 ครั้ง รวมระยะเวลาประมาณ 5สัปดาห์ ระหว่างฉายรังสีแต่ละครั้งใช้เวลา 5-10 นาที ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกอะไร ไม่เจ็บปวด เพียงนอนนิ่งๆ นักรังสีการแพทย์จะเป็นผู้เช็คตำแหน่งให้ตรงกับที่แพทย์วางแผนไว้ แล้วฉายรังสี ผู้ป่วยต้องมารพ.ทุกวันระหว่างฉายรังสี โดยปกติมักไม่จำเป็นต้องลางาน เว้นแต่เดินทางมารพ.ไกล อาจจำเป็นต้องหาที่พักใกล้โรงพยาบาล
  • สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีเพื่อบรรเทาอาการ อาจได้รับรังสีประมาณ 1-10 ครั้งตามความเหมาะสม

ผลข้างเคียง

ระหว่างฉายรังสีผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาการ ท้องอืด คลื่นไส้ ผิวหนังบริเวณที่ฉายอาจมีสีคล้ำขึ้น ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดที่อาจให้ร่วมกันขณะฉายรังสีรักษา เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น ทั้งนี้ผลข้างเคียงข้างต้นส่วนใหญ่สามารถบรรเทาอาการได้ และผลข้างเคียงระหว่างฉายรังสีมักดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังฉายรังสีครบ


การดูแลตนเองขณะฉายรังสี

  • ทานอาหารครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ร่างกายที่ได้รับรังสีรักษาได้ พักฟื้นอย่างเต็มที่ และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ หากรับประทานอาหารเสริมใดๆ อยู่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าสามารถรับประทานได้หรือไม่ นอกจากนี้ควรงดการสูบบุหรี่เด็ดขาด ผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติแต่ไม่หักโหมจนเกินไป

การตรวจติดตาม

แพทย์จะนัดตรวจติดตามการรักษาเป็นระยะ มักนัดตรวจทุก 3-4 เดือนในช่วง 3 ปีแรก และทุก 6 เดือนในปีที่ 3-5เมื่อพ้น 5 ปี ไปแล้วมักจะนัดติดตามปีละครั้ง การตรวจติดตามผลมีเป้าหมายเพื่อดูว่ามีมะเร็งกำเริบหรือไม่ และตรวจดูการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ซึ่งมักจะเกิดการแพร่กระจายในปีแรกๆ หลังการรักษา รวมถึงการเฝ้าระวังผลข้างเคียงระยะยาว แพทย์จะใช้การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจเลือดและการตรวจร่างกาย เพื่อติดตามสุขภาพของผู้ป่วย


 

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 8 5 5 7 4 3

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์