โรคมะเร็ง

มะเร็งและเนื้องอกในเด็ก (Pediatric tumors)

ความรู้ทั่วไป

มะเร็งในเด็กเป็นโรคที่จัดว่าพบได้น้อย โดยสถิติใน รพ จุฬาปี 2560 พบผู้ป่วยมะเร็งอายุ < 15 ปีได้ 1.8 % ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด โดยมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก คือมะเร็งเม็ดเลือดขาว พบประมาณ 1 ใน 3 รองลงมาคือมะเร็งของสมอง ซึ่งพบได้ประมาณ 1 ใน 5  ของมะเร็งในเด็กทั้งหมด โรคมะเร็งในเด็กส่วนใหญ่จะมีลักษณะเซลล์ที่แตกต่างกับเซลล์มะเร็งในผู้ใหญ่


หลักการรักษา

            ในปัจจุบันมะเร็งเด็กมีผลการรักษาที่ดีมาก ทั้งนี้เพราะมีพัฒนาการของการรักษาที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษา ส่งผลให้มีอัตราการรอดชีวิตสูง และเด็กสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และมีผลข้างเคียงลดน้อยลงการฉายรังสีจัดเป็นการรักษาที่มีบทบาทในมะเร็งของเด็กในหลายๆโรคโดยเฉพาะมะเร็งของสมอง อย่างไรก็ตามเนื่องจากเนื้อเยื่อของเด็กอยู่ในภาวะที่กำลังมีการเจริญเติบโต ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยรังสีได้มากกว่าการฉายรังสีในผู้ใหญ่ ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่นมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของอวัยวะที่ได้รับรังสี หรือโอกาสเกิดมะเร็งจากรังสีที่ได้รับ (secondary malignancy) ดังนั้นในการรักษามะเร็งในเด็ก จึงเป็นความร่วมมือกันของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายๆด้าน ร่วมกันวางแผนในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดในผู้ป่วยแต่ละราย และจะฉายรังสีเมื่อประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่าโอกาสเกิดผลข้างเคียง


การฉายรังสี

เมื่อผู้ป่วยเด็กจำเป็นที่ต้องได้รับการฉายรังสี เราจะพยายามให้ปริมาณรังสีเท่าที่จำเป็น ซึ่งในมะเร็งของสมองส่วนใหญ่จะฉายรังสี 25-30 ครั้ง และใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 สัปดาห์ และทีมแพทย์จะเลือกเทคนิคการฉายรังสีที่ทำให้ปริมาณรังสีครอบคลุมบริเวณก้อนมะเร็ง และหลีกเลี่ยงให้เนื้อเยื่อปกติได้รับรังสีน้อยที่สุด ด้วยวิธีการฉายรังสี 3 มิติ (3D-conformal radiotherapy) หรือ การฉายรังสีด้วยเทคนิคปรับความเข้ม (Intensity Modulated Radiation Therapy(IMRT) or Volumetric Arc Therapy (VMAT) ) ของการรักษาด้วยรังสีเอ็กซ์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการหายขาดของโรค และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด

ในปัจจุบัน มีการพัฒนาเครื่องฉายรังสีที่ใช้อนุภาคโปรตอนเข้ามาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งอนุภาคโปรตอนมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่ทำให้เราสามารถกำหนดให้รังสีคายพลังงานในตำแหน่งและความลึกของเนื้อเยื่อที่เราต้องการได้ และด้วยคุณสมบัติดังกล่าวจะทำให้ก้อนมะเร็งได้รับรังสีที่ต้องการ ในขณะที่เนื้อเยื่อปกติได้รับรังสีน้อยมาก หรือไม่ได้รับรังสีเลย ส่งผลให้โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวลดน้อยลง ซึ่งในปัจจุบันการฉายรังสีด้วยโปรตอนได้รับความสนใจมากขึ้นในการรักษามะเร็งในเด็ก เพื่อให้เด็กที่หายขาดจากโรคมะเร็งมีคุณภาพชีวิตเหมือนเด็กปกติมากที่สุด                                  

ก่อนเริ่มการฉายรังสี ผู้ป่วยจะได้รับการจำลองการฉายรังสีด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT simulator) และ/หรือ เครื่องเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็ก (MR simulator) ซึ่งจะต้องมีการทำวัสดุยึดตรึงผู้ป่วย (Immobilization) เพื่อให้ผู้ป่วยและตำแหน่งที่ต้องการฉายรังสีมีการเคลื่อนที่น้อยที่สุด และมีตำแหน่งที่ตรงกันในทุกๆวันของการฉายแสง ในผู้ป่วยเด็กเล็กจึงอาจจะมีความจำเป็นต้องมีการให้ยานอนหลับ หรือ ดมยาสลบในช่วงระหว่างการจำลองการฉายรังสี และระหว่างการฉายรังสี ซึ่งการจำลองการฉายรังสีส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลาประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนการฉายรังสีในแต่ละวันจะใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที การดมยาจึงเป็นระยะเวลาสั้นๆในแต่ละวัน แต่เด็กจะต้องนอน รพ เพื่อให้น้ำเกลือเนื่องจากต้องงดน้ำ งดอาหาร และเตรียมพร้อมสำหรับการดมยาในแต่ละวัน

ผู้ป่วยเด็กไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ใหญ่ที่ตัวเล็กเท่านั้น การให้การดูแลรักษาจะต้องให้ความสำคัญในบางเรื่องเป็นพิเศษแตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่นการทำหน้ากากเพื่อยึดตรึงขณะฉายรังสี เป็นรูปการ์ตูนตามที่เด็กชอบ เช่น spiderman บัตรประจำตัวในระหว่างการฉายรังสีมีการออกแบบให้ดูสดใส น่ารัก และเด็กสามารถเลือกสติกเกอร์ติดในบัตรทุกครั้งของการฉายรังสี การเตรียมขนม หรือ ของเล่นเพื่อเป็นรางวัลในการมาฉายรังสีแต่ละครั้ง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กไม่กลัวและให้ความร่วมมือในการมาฉายรังสีตามกำหนดเวลา อีกทั้งเมื่อเด็กรู้สึกคุ้นเคย และไว้ใจ ทำให้เราสามารถลดการดมยาระหว่างการฉายรังสีลงได้อีกด้วย การพูดคุย ให้กำลังใจ เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและเด็ก เข้าใจขั้นตอนการรักษา รู้สึกเป็นกันเองและมีความเชื่อมั่นในทีมผู้รักษาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะทำให้การรักษาต่อเนื่องและครบตามที่กำหนด เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

 

                       

         หน้ากากใช้เป็นวัสดุยึดตึงผู้ป่วยและบัตรประจำตัวผู้ป่วยเด็กระหว่างการฉายรังสี


 

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 8 5 5 7 5 5

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์