โรคมะเร็ง

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องส่วนล่าง รูปร่างเหมือนบอลลูนมีกล้ามเนื้อยืดหดได้ ทำให้กระเพาะปัสสาวะหดขยายได้ ไตจะกรองของเสียในเลือดได้เป็นของเหลวผ่านไปที่ท่อปัสสาวะลงมาเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะก่อนที่จะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายผ่านทางท่อปัสสาวะ

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะเกิดจากความผิดปกติของเซลล์บุกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ชนิดตามชนิดของเซลล์

1. Transitional Cell Cancer (TCC) พบบ่อยที่สุดเกิดจากเซลล์เยื่อบุชั้นในสุดที่ทำหน้าที่ยืดหดเวลากระเพาะปัสสาวะขยายหรือบีบตัว

2. Squamous Cell Carcinoma (SCC) เกิดจากเซลล์รูปสี่เหลี่ยม เกิดจากการระคายเคืองหรือติดเชื้อเรื้อรังที่กระเพาะปัสสาวะ

3. Adenocarcinoma เกิดจากเซลล์ที่เป็นต่อมเกิดจากการระคายเคืองหรือติดเชื้อเรื้อรังที่กระเพาะปัสสาวะเช่นกัน มะเร็งที่เป็นอยู่เฉพาะเยื่อบุ เรียกว่าเป็นระดับตื้น(superficial) ถ้าทะลุเยื่อบุลงไปลึกกว่านั้นเรียกชั้นลึก (invasive)

ปัจจัยเสี่ยง

คือ การสูบบุหรี่, เป็นนิ่วเรื้อรัง, สัมผัสสารเคมีนานๆ, กินเนื้อปิ้งย่าง, อาหารไขมันสูง,ชายผิวขาวสูงอายุ, ติดเชื้อพยาธิบางชนิด

อาการ

มีเลือดในปัสสาวะ โดยอาจปัสสาวะสีปกติแดงจาง หรือแดงเข้มขึ้นกับปริมาณเลือดที่เจือปนโดยแม้แต่ปริมาณน้อยที่ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่า สามารถตรวจพบได้ในปัสสาวะหรือแม้มีสีแดงแล้วกลับมาเป็นสีปกติก็ควรตรวจหาสาเหตุปวดขณะปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยมีอาการอยากถ่ายปัสสาวะแต่ถ่ายไม่ออก ปวดหลัง

 

การตรวจมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

- ตรวจปัสสาวะ

- ตรวจภายในทางช่องคลอดและก้น

- เพาะเชื้อปัสสาวะเพื่อให้ทราบว่ามีการติดเชื้อปนเปื้อนหรือไม่

- การอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจโดยใช้คลื่นอัลตราซาวนด์สะท้อนให้เห็นรูปร่างลักษณะของกระเพาะปัสสาวะได้ โดยเป็นการตรวจที่สะดวก ง่าย รวดเร็ว ค่าใช้จ่ายไม่มากแต่ภาพอาจไม่ชัดเจนเท่า MRI scan

- ตรวจ IVP (Intravenous Pyelogram) การฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในเลือดเพื่อให้สามารถเอ็กซเรย์ให้เห็นรูปร่างไต กระเพาะปัสสาวะ ทางเดินปัสสาวะ

- เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) โดยมีการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในเส้นเลือดและเครื่อง CT scan จะ scan อย่างละเอียดเพื่อให้ได้ภาพตัดขวางทุกส่วนของลำตัวเพื่อให้เห็นรายละเอียดของทุกอวัยวะได้ดี โดยเมื่อเห็นก้อนที่สงสัยว่าผิดปกติก็สามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจได้

- Magnetic Resonance Imaging Scan (MRI scan) เป็นการตรวจคล้ายกับCT scan แต่จะสามารถเห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อได้ดีกว่า CT scan เครื่องตรวจมีลักษณะเป็นอุโมงค์ และมีเสียงดังขณะตรวจ ดังนั้นอาจไม่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคที่กลัวที่แคบ

- PET scan ตรวจโดยการฉีดสารรูปร่างโมเลกุลคล้ายน้ำตาลเข้าไปในเส้นเลือดหากร่างกายมีเซลล์มะเร็งอยู่เซลล์จะจับสารเหล่านี้มากกว่าเซลล์ปกติ เมื่อใช้กล้องที่สามารถจับภาพสารนี้ได้มาถ่ายภาพก็ทำให้สามารถเห็นได้ว่าตำแหน่งใดมีความผิดปกติ

- ส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะซึ่งเป็นการส่องกล้องจากท่อปัสสาวะเข้าไปตรวจดูภายในกระเพาะปัสสาวะ และตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ โดยมีการใช้ยาชาหรือดมยาแล้วแต่กรณี โดยมี Fluorescence cystoscopy เป็นการส่องกล้องที่มีการฉีดสารเรืองแสงเข้าไปให้จับกับเซลล์ที่ผิดปกติจะเรืองแสงให้แพทย์เห็นได้

- การตัดชิ้นเนื้อมาตรวจในบางครั้งอาจมีการใช้ อัลตราซาวนด์หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ร่วมด้วยเพื่อหาตำแหน่งที่จะตัดได้ดียิ่งขึ้นในบางรายอาจมีการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า,เอ็กซเรย์ปอด (ดูว่ามีการกระจายของโรคไปที่ปอดหรือไม่)

 

ระยะของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

ระยะ 0 - เซลล์มะเร็งยังอยู่ในชั้นเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะแบ่งเป็น

0a - คือ papillary carcinoma รูปร่างคล้ายกับเห็ดโตอยู่ด้านในกระเพาะปัสสาวะ

0is - carcinoma is situ ก้อนมะเร็งแบนๆ อยู่ด้านในกระเพาะปัสสาวะ

ระยะ I - เซลล์มะเร็งยังอยู่ในชั้นใต้เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ

ระยะ II - เซลล์มะเร็งยังอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ

ระยะ III - เซลล์มะเร็งยังอยู่ในชั้นไขมันที่บุอยู่รอบนอกกระเพาะปัสสาวะ หรือ อวัยวะข้างเคียงอื่นใกล้ๆ

ระยะ IV - เซลล์มะเร็งกระจายไปภายในช่องท้องและต่อมน้ำเหลืองการพยากรณ์โรคตามระยะ

 

ระยะที่ อัตราการมีชีวิตที่ 5 ปี
0 98%
I 88%
II 63%
III 46%
IV 15%

 

การรักษาโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

การรักษาที่มีผลวิจัยที่น่าเชื่อถือทางการแพทย์มีดังนี้

การผ่าตัด,การฉายแสง,เคมีบำบัด

การผ่าตัด มีหลายชนิด คือ

- Transurethral resection (TUR) with fulguration: คือการส่องกล้องเล็กๆเข้าไปในท่อปัสสาวะโดยที่ปลายของกล้องจะมีลวดไฟฟ้าอยู่ ซึ่งสามารถจี้ก้อนมะเร็งออกไปได้ ใช้ในการวินิจฉัยและรักษา โดยมีการใช้ยาชาหรือดมยาด้วยใช้ในระยะต้นๆ ไม่ลุกลามลงไปลึก ผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย อาจมีเลือดออก รู้สึกไม่สบายท้องเล็กน้อย ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล สามารถกลับไปทำงานปกติได้ในเวลาไม่นาน ผลข้างเคียงระยะยาว ถ้าหากต้องส่องเข้าไปตัดชิ้นเนื้อหลายครั้ง อาจมีแผลเป็นและเสียความยืดหยุ่นของกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีผลให้ปัสสาวะบ่อย ไม่สามารถควบคุมปัสสาวะได้

- Radical cystectomy: ใช้เมื่อมะเร็งลุกลามเข้าไปถึงชั้นกล้ามเนื้อแล้วผ่าเอากระเพาะปัสสาวะ ต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะข้างเคียงออกไปด้วย (ต่อมลูกหมาก เซมินัลเวสสิเคิล มดลูก รังไข่ ช่องคลอดบางส่วน) ทำภายใต้การดมยาสลบ

- Segmental cystectomy: ผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะบางส่วน ใช้ในกรณีที่เป็นมะเร็งชนิดไม่รุนแรงและเป็นอยู่แค่ตำแหน่งเดียวในกระเพาะปัสสาวะ ทำภายใต้การดมยาสลบ ต้องนอนโรงพยาบาล สามารถกลับไปทำกิจวัตรตามปกติได้ใน 4-6 สัปดาห์

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้แก่ เลือดออก,ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ,กลั้นปัสสาวะไม่อยู่,มีการทำกระเพาะปัสสาวะเทียมหลังจากที่ตัดไปโดยหลังผ่าตัดก็อาจมีการให้การรักษาเสริมเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ ที่ตามองไม่เห็น ด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา

รังสีรักษา

การใช้พลังงานจากรังสีเพื่อฆ่าเซลล์หรือหยุดการเติบโตของเซลล์ แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ การฉายรังสีจากภายนอกตัวผู้ป่วย และการใส่หรือฝังแร่ภายในตัวผู้ป่วย โดยหลังผ่าตัดรังสีสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ภายในตัวผู้ป่วยที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าขณะผ่าตัด ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ สีผิวบริเวณที่โดนฉายอาจคล้ำขึ้น คลื่นไส้อาเจียน  ปวด-แสบขัดเวลาปัสสาวะ ท้องเสีย เพลีย เม็ดเลือดต่ำ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เกิดกับทุกคน  และส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ หรือบางภาวะอาจดีขึ้นเองในเวลาต่อมา ปัจจุบันมีการใช้การฉายรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัดเพื่อการรักษาแบบสงวนกระเพาะปัสสาวะ ในมะเร็งระยะที่ 2-4

ยาและเคมีบำบัดการฉีดสารเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ (Intravesical Therapy)เป็นการฉีดสารเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ โดยตรงผ่านสายยางที่ใส่ไปในท่อปัสสาวะ โดยสารที่มักใช้คือ สาร Bacillus Calmette-Guerin (BCG) ใช้ในการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะระยะต้นๆ BCG เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง โดยร่างกายจะสร้างภูมิขึ้นมาต่อต้านเชื้อโรคนี้ซึ่งจะเป็นการต่อต้านเซลล์มะเร็งด้วย โดยฉีดสัปดาห์ละครั้ง 6 สัปดาห์ ผลข้างเคียงคือ อาจมีอาการไข้ปวดเมื่อยตามตัวได้ Interferon โดยเฉพาะชนิดอัลฟ่า สามารถนำมาใช้ได้ในลักษณะเดียวกัน อาการ ข้างเคียงเช่น ปวดตามตัวคลื่นไส้อาเจียน  นอกจากนี้ยังมีการฉีดยาเคมีบำบัดเข้าทางกระเพาะปัสสาวะเช่นกัน เช่น  Mitomycin, Thiotepa, Valrubicin, Doxorubicin, Gemcitabine  ผลข้างเคียงคือ ระคายเคืองแสบกระเพาะปัสสาวะได้ เคมีบำบัด มีการให้เคมีบำบัดหลายแบบ ให้เคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (neoadjuvant therapy)  เพื่อลดขนาดของก้อน ให้หลังผ่าตัด (Adjuvant therapy) เพื่อช่วยฆ่าเซลล์ที่เหลือให้พร้อมรังสีรักษา (concurrent therapy) เพื่อช่วยให้เซลล์ตอบสนองการฉายรังสีดีขึ้น ยาเคมีบำบัดที่นิยมให้ร่วมกับการฉายแสงคือ Cisplatin, Fluorouracil, Mitomycin-C, Paclitaxel

การใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกันหลายตัวอาจได้ผลดีกว่าเช่น

- Metrotrexate,vinblastine,Doxorubicin(Adriamyci),Cisplatin (MVAC)

- Gemcitabine, Cisplatin (GemCIS)

- Carboplatin, Paclitaxel หรือ Docetaxel

- อื่นๆ เช่น Bleomycin,Cyclophosphamide,Ifosfamide,Metrotrexate,Pemetrexate

 

การเลือกชนิดยาหรือการรักษาก็ต้องประเมินโดยแพทย์จะพิจารณาเลือกยาเหมาะสมที่ร่างกายรับได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ผมร่วง เจ็บปากเม็ดเลือดต่ำ เลือดออก เพลีย แต่อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงเหล่านี้สามารถรักษาได้โดยแพทย์จะติดตามดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดการใช้ยาเพื่อฆ่าหรือหยุดการแบ่งตัวของเซลล์ โดยมีการให้ยาทางเส้นเลือดดำ ทางปาก หรือเฉพาะที่ ซึ่งการจะรักษาแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น ขณะนี้กำลังมีการศึกษาใหม่ๆ มากมายเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคนี้ เช่น เคมีบำบัดใหม่ๆ ยา Targeted therapy ยาต้านการแบ่งตัวของเส้นเลือด การบำบัดด้วยแสง โดยยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย


การรักษาแต่ละระยะของโรค

การจะรักษาอย่างไรนั้นขึ้นกับขนาดก้อน ความลึกของการลุกลาม ดังนั้นจึงสัมพันธ์ กับระยะของโรค

- ระยะ 0-รักษาโดยผ่าตัด TUR แล้วอาจตามด้วยการให้ยา BCG หรือเคมีบำบัดทางกระเพาะปัสสาวะ โดยระยะ 0a มีการพยากรณ์ที่ดีกว่าระยะ 0cis

- ระยะ I-รักษาคล้ายระยะ 0 ยกเว้นสำหรับรอยโรคที่เป็นเนื้อร้ายมาก (high grade)และ/หรือเป็นหลายที่ จะทำการรักษาแบบผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะ แล้วอาจตามด้วยการ

ให้ยาเคมีบำบัดและ/หรือฉายแสง

- ระยะ II-การรักษาในระยะนี้คือการผ่าตัดแบบ Radical cystectomy หรือ Partialcystectomy โดยมักมีการให้เคมีบำบัดร่วมด้วยไม่ว่าก่อนหรือหลังการผ่าตัด บางรายที่

เป็นรอยโรคเล็กอันเดียว อาจรักษาแบบระยะ I ได้คือ ผ่าตัด TUR แล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดและฉายแสง แต่ต้องตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะมีโอกาสเป็นซ้ำได้มาก

สำหรับรายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้อาจรักษาโดยการฉายรังสีและ/หรือเคมีบำบัด

- ระยะ III-ผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะและต่อมน้ำเหลืองหรือรังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัด

- ระยะ IV-ผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะและต่อมน้ำเหลือง, รังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัดหรือบรรเทาอาการโดยให้เคมีบำบัดหรือการฉายแสงการรักษาสำหรับการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ-สามารถรักษาโดยผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัด แล้วแต่ดุลยพินิจของแพทย์

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

3 2 3 4 0 3 7

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์