โรคมะเร็ง

การแพร่กระจายของมะเร็งไปที่สมอง (Brain metastasis)

ความรู้ทั่วไป

การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมาที่สมอง เป็นการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งจากส่วนอื่นของร่างกายโดยมารวมตัวกันที่สมอง มะเร็งหลักที่มักมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมาที่สมอง คือ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งผิวหนังชนิด melanoma เป็นต้น การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมาที่สมองบางครั้งเกิดขึ้นใช้เวลาเป็นเดือนหรือหลายปีหลังจากการวินิจฉัยมะเร็งหลัก ซึ่งปัจจุบันมีการรักษาที่หลากหลายที่ช่วยบรรเทาอาการที่เกิดจากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมาที่สมองได้ ในบางครั้งผู้ป่วยไม่มีอาการหรือแสดงอาการที่ผิดปกติมาก่อน ซึ่งสามารถตรวจพบได้จากการตรวจร่างกายหรือภาพเอกซเรย์ทั่วไป แต่อาการที่พบมากที่สุดคือ อาการปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ตาเห็นภาพไม่ชัดหรือภาพซ้อน ความจำ คำพูด หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น บางครั้งอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการชาหรืออ่อนแรงแขนขา หรือการทรงตัวที่ผิดปกติไป แพทย์จะตรวจร่างกาย ส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือภาพเอ็มอาร์สมอง เพื่อช่วยในการวินิจฉัย


การรักษา

การรักษาหลักของการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมาที่สมองคือการฉายรังสี และ/หรือการผ่าตัด ซึ่งแพทย์รังสีรักษาและศัลยแพทย์ระบบประสาทจะประเมินการรักษาตามระยะของโรคมะเร็งหลัก จำนวนก้อนมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่สมอง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ส่วนใหญ่จะพิจารณาทำการผ่าตัดในกรณีที่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมาที่สมองเพียงก้อนเดียวที่อยู่ในส่วนของสมองที่ตัดออกได้ และ/หรือต้องการชิ้นเนื้อออกมาตรวจเพิ่มเพื่อทราบชนิดของเซลล์มะเร็ง และผู้ป่วยมักจะได้รับการฉายรังสีตามหลังการผ่าตัดเพื่อเพิ่มการควบคุมโรคในสมอง หากก้อนมะเร็งอยู่ในตำแหน่งที่ตัดไม่ได้ หรือมีจำนวนหลายก้อน หรือสภาพร่างกายไม่เหมาะสม ผู้ป่วยจะได้รับการฉายรังสีซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีทางรังสีรักษามีการพัฒนามากขึ้นมาก ทำให้ผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่สมองมีการควบคุมโรคที่ดีขึ้น ผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบประสาทมากมักจะได้รับยาสเตียรอยด์ก่อนหรือระหว่างการฉายรังสีเพื่อลดอาการและภาวะแทรกซ้อน


การฉายรังสี

  • ก่อนการฉายรังสี ผู้ป่วยจะได้รับการจำลองการฉายรังสี คือการจัดท่าทางเสมือนวันฉายรังสีจริง เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือภาพเอ็มอาร์ ทำหน้ากากยึดตรึง เพื่อใช้ทุกวันที่ฉายรังสีและทำให้ศีรษะไม่ขยับ หลังจากนั้นแพทย์และนักฟิสิกส์ใช้เวลาวางแผนประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนเริ่มฉายจริง
  • การฉายรังสีที่มะเร็งแพร่กระจายมาที่สมองสามารถทำได้โดยวิธีฉายมาตรฐาน 10 ครั้ง หรือแบบรังสีร่วมพิกัดจำนวน 1-5 ครั้ง ขึ้นอยู่กับจำนวนก้อนมะเร็งในสมอง ระยะของโรคมะเร็งหลักและพยากรณ์โรค ทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อเสียของการรักษา ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล
  • ผู้ป่วยจะได้รับการฉายรังสีทุกวันวันจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 1 ครั้ง รวมระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระหว่างฉายรังสีแต่ละครั้งใช้เวลา 5-10 นาที ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกอะไร ไม่เจ็บปวด เพียงนอนนิ่งๆ นักรังสีการแพทย์จะเป็นผู้เช็คตำแหน่งให้ตรงกับที่แพทย์วางแผนไว้ แล้วฉายรังสี ผู้ป่วยต้องมารพ.ทุกวันระหว่างฉายรังสี โดยปกติมักไม่จำเป็นต้องลางาน เว้นแต่เดินทางมารพ.ไกล อาจจำเป็นต้องหาที่พักใกล้โรงพยาบาล

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ อ่อนเพลีย หนังศีรษะเกิดการระคายเคืองได้ รวมทั้งเส้นผมบริเวณที่ฉายรังสีร่วง โดยที่เส้นผมสามารถขึ้นมาได้ใหม่หลังจากฉายรังสีครบ แต่อาจจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนเดิม บางครั้งการฉายรังสีอาจทำให้ความจำระยะสั้นลดลงได้ ในผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์อาจมีอาการหน้าบวม ตัวบวม น้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ มีความบกพร่องของภูมิคุ้มกัน ฯลฯ หากพบอาการข้างเคียงที่รุนแรงควรรีบมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

การดูแลตนเองขณะฉายรังสี

  • ทานอาหารครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ร่างกายที่ได้รับรังสีรักษาได้ พักฟื้นอย่างเต็มที่ และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ หากรับประทานอาหารเสริมใดๆ อยู่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าสามารถรับประทานได้หรือไม่
  • ผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่สมองมักมีอาการทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรง เดินไม่ได้ ขยับได้น้อย หลงลืม กลืนผิดปกติ ฯลฯ​อาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษจากครอบครัวและคนรอบข้าง เช่น การกายภาพบำบัด อาหารและโภชนาการ แพทย์จะให้การดูแลโดยมีสหสาขาวิชาชีพเกี่ยวข้อง เพื่อช่วยฝึกให้ครอบครัวของผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วย

 

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 9 6 0 1 9 1

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์