โรคมะเร็ง

มะเร็งทางนรีเวช

การรักษามะเร็งทางนรีเวชด้วยรังสีรักษา
โรคมะเร็งทางนรีเวช คือมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงที่เกี่ยวข้องกับปากช่องคลอด, ช่องคลอด, ปากมดลูก, มดลูก, ท่อนำไข่หรือรังไข่ ในประเทศไทยพบมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณ 18 รายต่อประชากรแสนคนในแต่ละปี

การรักษามะเร็งทางนรีเวช
สำหรับการรักษาโรคมะเร็งทางนรีเวชขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการรวมถึงชนิดของโรค มะเร็ง, ขอบเขต (ความรุนแรงของโรค), ตำแหน่งที่อยู่และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งจึงเป็นสิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจ เพื่อการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย ทั้งตัวโรค มะเร็งและการปฏิบัติตัวในชีวิต ประจำวัน บางครั้งการรักษาโรคมะเร็งอาจใช้เพียงการรักษาชนิดเดียวในขณะที่บางกรณีอาจต้องได้รับการรักษาโดยการผสมผสานกันของการผ่าตัด, รังสี รักษาและเคมีบำบัด

รังสีรักษา
»  การรักษาด้วยการฉายรังสีหรือบางครั้งเรียกว่าการรักษาด้วยรังสีเป็นการใช้รังสีอย่าง ระมัดระวังเพื่อการรักษาโรคมะเร็งได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ โดยแพทย์รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา จะใช้การฉายรังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็ง, ควบคุมเจริญเติบโตของมะเร็งหรือบรรเทาอาการ เช่น อาการปวด
» การรักษาด้วยการฉายรังสีจะทำปฏิกิริยาภายในเซลล์มะเร็งโดยการทำลายความสามารถในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน เมื่อเซลล์เหล่านี้ตายจะถูกกำจัดโดยเซลล์ร่างกายปกติแม้ว่าเนื้อเยื่อปกติอาจได้รับผลกระทบจากรังสีแต่จะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ต่างจากเซลล์มะเร็งที่ไม่สามารถทำได้
» การรักษาด้วยการฉายรังสีมีสองประเภทคือ การรักษาด้วยรังสีจากภาย นอกโดยรังสีจะส่งจากเครื่องภายนอกร่างกายและการรักษาด้วยรังสีภายในหรือการใส่แร่ โดยแหล่งที่มาของสารกัมมันตรังสีจะถูกวางลงในช่องคลอด, มดลูกและ/หรือรอบๆ เนื้อเยื่อเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง

การผ่าตัด
» การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับการรักษาเนื้องอกหลายชนิดในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางนรีเวชและมะเร็งวิทยาเป็นผู้ผ่าตัด แม้ว่าการรักษาด้วยรังสีมีประสิทธิภาพพอที่จะกำจัดเซลล์มะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก แต่การผ่าตัดยังคงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการรักษาในผู้ป่วยบางราย
» มะเร็งทางนรีเวชที่อยู่ภายในการผ่าตัดมักจะเกี่ยวข้องกับการตัดเอามดลูกและปากมดลูกออก ที่เรียกว่า การผ่าตัดมดลูก บ่อยครั้งที่ศัลยแพทย์อาจต้องตัดต่อมน้ำเหลืองด้วย เพื่อตรวจสอบเซลล์มะเร็งให้ครอบคลุมเนื้องอกที่พบน้อย เช่น มะเร็งปากช่องคลอด การผ่าตัดมักจะเกี่ยวข้องกับในอุ้งเชิงกราน แต่ก็ยังอาจเกี่ยวข้องกับการผ่าตัดสุ่มตัวอย่างต่อมน้ำเหลืองอยู่
» การผ่าตัดและการฉายรังสีสามารถร่วมกันเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับโรคและความรุนแรง ในหลายกรณีที่แม้ว่าการฉายรังสีเป็นการรักษาหลัก แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการมีส่วนร่วมในการติดตามการรักษาของแพทย์ผู้ผ่าตัด

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
»
ในขณะที่การผ่าตัดและการฉายรังสีโดยตรง เน้นการรักษาโดย เฉพาะส่วนหนึ่งของร่างกาย, การใช้ยาเคมีบำบัดมักเป็นที่แนะนำให้ใช้ในโรคมะเร็งทางนรีเวช เพื่อเพิ่มอัตราการหายของโรคโดยการรักษาทั้งร่างกาย โดยอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาจะประเมินผู้ป่วยและตัดสินใจเลือกยาที่เป็นประโยชน์มากที่สุดในการบรรลุเป้าหมายการรักษาที่วางไว้ บางครั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางนรีเวชและมะเร็งวิทยาก็เป็นผู้ให้ยาเคมีบำบัดได้ ดังนั้นต้องแจ้งกับแพทย์ผู้ผ่าตัดหากมีนัดติดตามกับอายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยาแล้ว
» ยาเคมีบำบัดมีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งโดยกลไกต่างๆ กัน โดยมีวิธีการปริมาณและระยะเวลาในการรักษาที่หลากหลาย ซึ่งอาจจะใช้ยาเคมีบำบัดอย่างเดียวหรือร่วมกับการรักษาด้วยรังสีด้วยก็ได้ เพราะตัวยาที่แตกต่างกันอาจจะเป็นประโยชน์ในโรคที่แตกต่างกัน

การรักษาด้วยรังสีจากภายนอก
» การรักษาด้วยรังสีจากภายนอกให้รังสีไปที่มะเร็งได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เป็นการรักษาไม่เจ็บปวดและมีความคล้ายคลึงกับการเอ็กซเรย์เพื่อวินิจฉัยโรค ในแต่ละวันผู้ป่วยได้ถูกจัดลำดับการฉายรังสีโดยแต่ละครั้งใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง วันจันทร์-ศุกร์ 5-6 สัปดาห์ โดยสามารถให้การรักษาเป็นผู้ป่วยนอกได้
» ก่อนที่จะเริ่มการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการวางแผนเพื่อจัดตำแหน่งที่จะฉายรังสีให้ตรงกับตำแหน่งที่แพทย์รังสีรักษาต้องการรักษา โดยขั้นตอนนี้เรียกว่า การจำลอง ซึ่งใช้การเอ็กซเรย์ธรรมดา และ/หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจได้รับการทำเครื่องหมายเล็กๆ บนผิวหนังที่จะช่วยนักรังสีเทคนิค จัดตำแหน่งได้อย่างแม่นยำในการรักษาแต่ละวัน โดยปกติจะใช้รังสีเอ็กซ์พลังงานสูงหรือโฟตอนในการรักษา
»
เทคนิคที่นำมาใช้ในการรักษา เช่น การฉายรังสีแบบสามมิติThree dimensional conformal radiotherapy (3-D CRT) ซึ่งประกอบ ด้วยพื้นที่การฉายรังสีจำนวนมาก เพื่อให้ได้ปริมาณรังสีที่แม่นยำในพื้นที่ที่กำหนด และในปัจจุบันมีเทคนิคใหม่ ที่ใช้การปรับรูปร่างของลำรังสี เพื่อที่จะมุ่งเน้นให้รังสีปริมาณสูงที่ตัวเนื้องอกและหลีกเลี่ยงเนื้อเยื่อปกติในบริเวณใกล้เคียงที่เรียกว่า การฉายรังสี
แบบปรับความเข้ม Intensity modurated radiation therapy(IMRT) 
» การปรับเปลี่ยนความเข้มของรังสีในแต่ละลํา ช่วยให้การปรับปริมาณรังสีที่ส่งไปยังเนื้อเยื่อ ในตำแหน่งเป้าหมายนั้นแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้กำลังได้รับการศึกษาเพื่อระบุว่าดีกว่าเทคนิคสามมิติ

การรักษาด้วยรังสีจากภายใน
»
การใส่แร่ คือ การนำสารกัมมันตรังสีไปใส่ไว้ในก้อนเนื้องอกเพื่อให้ก้อนเนื้องอกได้รับรังสีปริมาณมาก ซึ่งเป็นวิธีการที่สำคัญมากและใช้มากในการรักษาโรคมะเร็งทางนรีเวช ส่วนวิธีการอื่นๆ สำหรับรังสีประเภทนี้นอกเหนือจากการใส่แร่ ได้แก่ การใส่สารกัมมันตรังสีในเนื้อเยื่อและในช่องโพรง การใส่แร่สามารถทำได้ ทั้งเพียงอย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับการรักษาด้วยการฉายรังสีจากภายนอกก็ได้
» โดยปกติต้นกำเนิดรังสีจะอยู่ภายในร่างกายในระยะเวลาสั้นแล้วจะถูกนำออกมา โดย แพทย์รังสีรักษาจะร่วมปรึกษาและแนะนำผู้ป่วยว่าควรใช้การใส่แร่เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับการรักษาด้วยรังสีจากภายนอกร่างกาย
» การใส่แร่โดยอัตราพลังงานขนาดสูง (HDR) ผู้ป่วยไม่จำเป็น ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เพราะขั้นตอนทั้งหมดมักจะใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ในบางกรณีการรักษาใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็งของผู้ป่วย และอาจจะต้องมีการใส่แร่หลายครั้ง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
» ผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยอาจพบ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ได้รับการรักษาและชนิดของรังสีที่ใช้ ก่อนการรักษาจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่ออธิบายสิ่งที่ผู้ป่วยอาจเกิดขึ้นได้ผู้ป่วยบางคน ได้รับผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย และสามารถดำเนินการรักษาต่อได้ตามปกติ
»
ผลข้างเคียงจากการฉายรังสี อาจรวมถึงอาการที่เกิดขึ้นในระหว่างและ/หรือ หลังจากที่การรักษาด้วยรังสีเพิ่งเสร็จสิ้น (ผลข้างเคียงเฉียบพลัน) และอาการที่เกิดขึ้นหลายเดือนจนถึงเป็นปีหลังจากที่โรคมะเร็งของผู้ป่วยได้รับการรักษา(ผลข้างเคียงในระยะยาว)
» ผลข้างเคียงระยะสั้นจากรังสีที่ถูกส่งไปบริเวณอุ้งเชิงกรานรวมถึงความรู้สึกอ่อนเพลีย ระคายเคืองผิวหรือผิวแดง การเคลื่อนไหว ของลำไส้ช้าหรือบ่อยมากขึ้น กระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นหรือ ปัสสาวะขัด มีความรู้สึกท้องอืด, คลื่นไส้และจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดลดลง 
» ผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรในการขับถ่าย (เช่นไปห้องน้ำบ่อยขึ้น) ช่องคลอดตีบแคบ ความรู้สึกเจ็บเวลาที่มีเพศสัมพันธ์เนื่องจากช่องคลอดแห้งและไม่ยืดหยุ่น และโอกาสน้อยมากที่จะเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากการรักษาด้วยรังสีหากผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียงใดๆ ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแล
» ผลข้างเคียงทางด้านเพศ บางครั้งการรักษาทำให้ความสนใจหรือความสุขกับกิจกรรมทางเพศลดลง ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังสามารถมีความสัมพันธ์ทางเพศกลับมาได้ ซึ่งหากมีปัญหาดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล เพื่อจะได้ทราบวิธีการจัดการ เช่น ยา, อุปกรณ์การขยายช่องคลอด และสารเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องคลอด เป็นต้น 
» การฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจมีผลต่อความสามารถในการตั้งครรภ์จึงควรปรึกษาแพทย์หากผู้ป่วยมีความตั้งใจที่จะมีบุตร

การดูแลตัวเองในระหว่างการรักษา
» การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญในระหว่างการรักษาด้วยรังสีเพราะ ส่วนที่ปกติของร่างกายผู้ป่วยที่อยู่ใกล้เนื้องอกอาจได้รับรังสีบางส่วน แม้ว่าจะไม่มากเท่าที่มะเร็ง ซึ่งส่วนปกติเหล่านี้ต้องใช้เวลาและการสนับสนุนในการซ่อมแซมตัวเอง อาหารที่สมดุล การออกกำลังกายและการพักผ่อน ล้วนเป็นส่วนที่สำคัญของการรักษาโรคมะเร็ง ดังนั้นจึงควรทำตามคำสั่งของแพทย์และถ้าไม่แน่ใจสิ่งใดให้ถามพยาบาลหรือแพทย์ ทุกคำถามที่เกี่ยวกับการรักษา แจ้งแพทย์รังสีรักษาเกี่ยวกับ วิตามินหรืออาหารเสริมที่ผู้ป่วยบริโภคอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยที่จะใช้ในระหว่างการฉายรังสีรักษา
»
ในระหว่างและหลังจากการรักษาด้วยรังสี ผู้ป่วยจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการดูแลผิวไม่ควรโดนแดดที่แรง ให้หลีกเลี่ยงการประคบร้อนหรือเย็นและหลีกเลี่ยงการใช้โลชั่นหรือน้ำมันทาผิวโดยไม่ได้ตรวจสอบกับแพทย์หรือพยาบาลก่อน นอกจากนี้ผู้ป่วยควรทำความสะอาดผิวบริเวณที่ได้รับการรักษาด้วยรังสีด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อน 

 

 

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

3 6 7 8 7 6 3

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์