โรคมะเร็ง

มะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal cancer)

ความรู้ทั่วไป

มะเร็งหลอดอาหารพบได้เป็นลำดับที่ 10 ของผู้ป่วยที่มารับการฉายรังสีในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทางพยาธิวิทยาแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ 1) เซลล์มะเร็งชนิดสแควมัส (squamous cell carcinoma) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยชาวเอเชียและประเทศไทย และมักพบในตำแหน่งหลอดอาหารส่วนบนและกลาง สัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา 2) เซลล์มะเร็งชนิดอะดีโน (adenocarcinoma) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยชาวตะวันตก และมักพบในตำแหน่งหลอดอาหารส่วนปลายและรอยต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะ สัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ ความอ้วน โรคกรดไหลย้อน และ Barrett’s esophagus อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ กลืนติด/กลืนลำบาก น้ำหนักลด ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 20 มาด้วยระยะแพร่กระจาย อวัยวะที่มักมีการแพร่กระจาย คือ ปอด,​ตับ และกระดูก แพทย์จะทำการส่องกล้องหลอดอาหารเพื่อประเมินรอยโรคและตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ ส่องกล้องประเมินหลอดลม เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือเพ็ทสแกนเพื่อประเมินระยะของโรค ศัลยแพทย์และแพทย์รังสีรักษาจะประเมินระยะของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วยเพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย


หลักการรักษา

รอยโรคระยะเริ่มต้นมากๆ อาจสามารถรักษาโดยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีระยะลุกลามเฉพาะที่ การรักษาหลักจึงประกอบไปด้วย การผ่าตัด การฉายรังสีควบคู่กับการให้ยาเคมีบำบัด แนวทางปฏิบัติในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์คือ

  1. ผู้ป่วยที่รอยโรคที่ผ่าตัดได้ จะได้รับการฉายรังสีควบคู่เคมีบำบัดนำ (pre-operative chemoradiation) ตามหลังด้วยการผ่าตัดประมาณ 8-12 สัปดาห์หลังจากได้รังสีครบ
  2. ผู้ป่วยที่รอยโรคผ่าตัดไม่ได้ หรือมีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ได้ จะได้รับการฉายรังสีควบคู่เคมีบำบัดเป็นการรักษาหลัก (definitive chemoradiation) ตามด้วยยาเคมีบำบัด 2 รอบ (adjuvant chemotherapy)
  3. ผู้ป่วยระยะแพร่กระจายและมีอาการจากก้อนมะเร็ง เช่น เลือดออกจากก้อนปริมาณมาก, ปวด จะได้รับการฉายรังสีแบบประคับประคอง เพื่อบรรเทาอาการ (palliative radiation)

ในบางกรณี หากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดมาก่อนและผลชิ้นเนื้อบ่งบอกว่ามีความเสี่ยงในการกำเริบของโรค มักจะได้รับการฉายรังสี +/- เคมีบำบัดตามหลังการผ่าตัด (post-operative chemoradiation)


การฉายรังสี

  • ก่อนการฉายรังสี ผู้ป่วยจะได้รับการจำลองการฉายรังสี คือการจัดท่าทางเสมือนวันฉายรังสีจริง และทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แพทย์จะกำหนดจุดในการฉายรังสี และขีดเส้นบนตัวผู้ป่วย ซึ่งเส้นดังกล่าวใช้เพื่อเทียบตำแหน่งกับวันฉายจริง ดังนั้นจึงมีความสำคัญที่ผู้ป่วยต้องดูและไม่ให้เส้นเลือนหายไปก่อนวันเริ่มฉายรังสี หลังจากนั้นแพทย์และนักฟิสิกส์ใช้เวลาวางแผนประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนเริ่มฉายจริง
  • การฉายรังสีก่อนการผ่าตัด จำนวน 25-28ครั้ง แล้วแพทย์อาจพิจารณาเพิ่มปริมาณรังสีเป็น 30-32 ครั้งในผู้ป่วยบางราย โดยฉายรังสีวันจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 1 ครั้ง รวมระยะเวลา 5-7สัปดาห์ ระหว่างฉายรังสีแต่ละครั้งใช้เวลา 5-10 นาที ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกอะไร ไม่เจ็บปวด เพียงนอนนิ่งๆ นักรังสีการแพทย์จะเป็นผู้เช็คตำแหน่งให้ตรงกับที่แพทย์วางแผนไว้ แล้วฉายรังสี ผู้ป่วยต้องมารพ.ทุกวันระหว่างฉายรังสี โดยปกติมักไม่จำเป็นต้องลางาน เว้นแต่เดินทางมารพ.ไกล อาจจำเป็นต้องหาที่พักใกล้โรงพยาบาล
  • สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับ pre- และ post-operative chemoradiation ระหว่างฉายรังสีผู้ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย สูตรยาเคมีที่ใช้บ่อย คือ ซิสพลาติน/ไฟว์เอฟยู (cisplatin/5-FU) โดยให้ 2 รอบในช่วงต้นและท้ายของการฉายรังสี ห่างกัน 4 สัปดาห์ หรือ คาร์โบพลาติน/แพคลิแทคเซล (carboplatin/paclitaxel) โดยให้สัปดาห์ละ 1 ครั้งไปเรื่อยๆ ตลอดจนการฉายรังสีครบ

ผลข้างเคียง

ระหว่างฉายรังสีผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาการ กลืนเจ็บมากขึ้น หากฉายบริเวณหลอดอาหารส่วนล่างอาจมีรังสีปริมาณน้อยโดนลำไส้ข้างเคียงทำให้มีอาการท้องอืด คลื่นไส้ ผิวหนังบริเวณที่ฉายอาจมีสีคล้ำขึ้น ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดที่อาจให้ร่วมกันขณะฉายรังสีรักษา เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น ทั้งนี้ผลข้างเคียงข้างต้น ส่วนใหญ่สามารถบรรเทาอาการได้ และผลข้างเคียงระหว่างฉายรังสีมักดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังฉายรังสีครบ ผลข้างเคียงระยะยาวหลังการฉายรังสี เช่น ปอดอักเสบ เกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดหรือช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ทำให้เกิดอาการเหนื่อยหรือไอมากขึ้น เป็นต้น


การดูแลตนเองขณะฉายรังสี

  • ทานอาหารครบ 5 หมู่, พักผ่อนให้เพียงพอ, และงดออกกำลังกายหนักๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ร่างกายที่ได้รับรังสีรักษาได้ พักฟื้นอย่างเต็มที่ และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ หากรับประทานอาหารเสริมใดๆ อยู่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าสามารถรับประทานได้หรือไม่ นอกจากนี้ควรงดการสูบบุหรี่เด็ดขาด
  • การดูแลผิวหนังระหว่างและหลังการฉายรังสี ควรงดโดนแสงแดด งดการประคบร้อนหรือเย็น ใช้สบู่อ่อนๆ และน้ำอุ่นในการทำความสะอาดร่างกาย

การตรวจติดตาม

แพทย์จะนัดตรวจติดตามการรักษาเป็นระยะ มักนัดตรวจทุก 3-4 เดือนในช่วง 3 ปีแรก และทุก 6 เดือนในปีที่ 3-5เมื่อพ้น 5 ปี ไปแล้วมักจะนัดติดตามปีละครั้ง การตรวจติดตามผลมีเป้าหมายเพื่อดูว่ามีมะเร็งกำเริบหรือไม่ และตรวจดูการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ซึ่งมักจะเกิดการแพร่กระจายในปีแรกๆ หลังการรักษา รวมถึงการเฝ้าระวังผลข้างเคียงระยะยาว แพทย์จะใช้การส่องกล้องหลอดอาหาร ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจเลือดและการตรวจร่างกาย เพื่อติดตามสุขภาพของผู้ป่วย


 

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 9 6 0 2 3 1

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์