โรคมะเร็ง

มะเร็งเต้านม (Breast cancer)

ความรู้ทั่วไป

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง มักเกิดในผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี แต่ปัจจุบันพบในผู้หญิงที่อายุน้อยมากขึ้น การพบโรคตั้งแต่ระยะแรกโอกาสการรักษาที่หายขาดมากขึ้น อัตราการเกิดโรคของทั่วโลกพบว่า ทุกๆผู้หญิง 8 คน จะพบโรคมะเร็ง 1 คน ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ได้แก่ อายุที่มากขึ้น มีประวัติโรคมะเร็งเต้านมในครอบครัว น้ำหนักตัวมาก การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเคยมีประวัติตรวจพบก้อนที่เต้านมมาก่อน อาการของโรค ได้แก่ มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ขนาดหรือสีผิวของเต้านม มีของเหลวไหลออกจากหัวนมหรือ คลำก้อนได้ที่เต้านมหรือรักแร้ อาการปวดบริเวณเต้านมมักไม่ได้เป็นสาเหตุของการมาโรงพยาบาลของมะเร็งเต้านม

ชนิดของมะเร็งเต้านมที่พบบ่อยแบ่งเป็น

  1. เนื้องอกเต้านม เช่น ชนิด Ductal carcinoma in situซึ่งเป็นเนื้องอกที่เกิดที่ท่อนม
  2. มะเร็งเต้านม ( Invasive cancer ) ซึ่งเซลล์มะเร็งมีการทะลุเยื่อบุท่อน้ำนม เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดของมะเร็งเต้านม เมื่อเกิดเป็นมะเร็งแล้วมีโอกาสที่จะแพร่กระจายไปส่วนอื่นของร่างกายผ่านระบบไหลเวียนโลหิตและต่อมน้ำเหลือง

หลักการรักษา

หากตัวโรคไม่มีการแพร่กระจาย การรักษาหลักคือการผ่าตัด ส่วนการรักษาตามหลัง ได้แก่ ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า ยาต้านฮอร์โมน การฉายรังสี ซึ่งขึ้นอยู่กับการผ่าตัด ร่วมกับชนิดของมะเร็งเต้านม ซึ่งได้จากการย้อมพิเศษเพิ่มเติม

หากตัวโรค ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ หรือมีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองหลายต่อม ซึ่งไม่สามารถผ่าตัดได้ตั้งแต่แรก แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปอวัยวะที่ไกลออกไป อาจพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดหรือยาพุ่งเป้าก่อนการผ่าตัด

หากตัวโรค มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆแล้ว การรักษาหลักคือการรักษาด้วยยา ซึ่งได้แก่ยาเคมีบำบัด ยาพุ่งเป้า ยาต้านฮอร์โมน หรือ ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ส่วนการฉายรังสีนั้น จะทำเพื่อลดอาการที่เกิดจากการแพร่กระจาย เช่นอาการปวดจากการแพร่กระจายไปกระดูก หรือ ลดขนาดก้อน เพื่อลดอาการปวดศีรษะจากการแพร่กระจายไปสมอง


การฉายรังสี

การฉายรังสีตามหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ สามารถช่วยลดการกลับเป็นซ้ำของตัวโรคเฉพาะที่ และช่วยลดอัตราการตายที่เกิดจากมะเร็งเต้านมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยทั่วไป ฉายรังสีตามหลังการผ่าตัด 20-30 ครั้ง 5 วันต่อสัปดาห์ เทคนิคการฉายรังสีในปัจจุบันใช้เทคนิคสามมิติร่วมกับการใช้เทคนิคพิเศษร่วม เช่น การกลั้นหายใจขณะหายใจเข้าในผู้ป่วยที่ต้องได้รับการฉายรังสีที่เต้านมข้างซ้ายบางกรณี เพื่อเป็นการลดปริมาณรังสีไปที่หัวใจซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญ โดยผู้ป่วยจะได้รับการแนะนำจากทีมแพทย์ ให้หายใจเข้าแล้วกลั้นใจนิ่งประมาณ15-20 วินาที ทั้งในวันจำลองการฉายรังสีและทุกวันที่ฉายรังสี วิธีการนี้ช่วยทำให้ทรวงอกยกตัวขึ้นและลำรังสีอยู่ห่างจากหัวใจมากขึ้น


ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีบริเวณทรวงอกหรือเต้านม

ผลข้างเคียงระยะสั้น หรือช่วงที่กำลังฉายรังสี ได้แก่ สีผิวอาจมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป สีแดงหรือคล้ำมากขึ้น อาจมีผิวหนังแห้งหรือคันร่วมด้วย บางครั้งผิวแตกได้ โดยผลข้างเคียงที่ผิวหนังจะเห็นชัดมากสุดหลังฉายรังสี และครบไปแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการต่างๆจะลดน้อยลง นอกจากนี้อาจมีอาการปวด บวม อาการเจ็บแปล๊บๆ หรืออาการหนักๆบริเวณเต้านม ความรู้สึกไหล่ติด ที่เกิดขึ้นได้  ในผู้ป่วยบางรายอาการเกิดได้ตั้งแต่เริ่มฉายรังสีไปแล้ว 2-3 วันและอยู่ได้จนจบการฉายรังสี อาการทั่วไปอื่นๆที่เกิดได้ระหว่างการฉายรังสีได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นหลังการรักษาครบ

ผลข้างเคียงระยะยาว เกิดได้ภายหลังจากการฉายรังสีครบไปแล้ว ตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึงหลายปี ได้แก่ พังผืดที่บริเวณแผลผ่าตัด การอักเสบหรือพังผืดที่ปอดที่จากการฉายรังสี


การตรวจติดตามระหว่างฉายรังสี/หลังฉายรังสี

มีการตรวจติดตามผู้ป่วยทุกสัปดาห์ เพื่อดูผลข้างเคียงจากการรักษา โดยเฉพาะบริเวณผิวหนัง และหลังฉายรังสีครบ


การดูแลตนเองขณะฉายรังสี

ห้ามใช้แอลกอฮอล์ เช็ดล้างบริเวณที่ฉายรังสี และละเว้นการทาครีมในช่วงระหว่างการฉายรังสี ยกเว้นในผู้ป่วยบางรายที่มีผิวแห้งมาก สามารถปรึกษาแพทย์ในการใช้ครีมบำรุงผิว ระวังการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกและเส้นที่ขีดไว้จางได้


 

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 9 6 0 1 9 1

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์