โรคมะเร็ง

มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน

อุบัติการณ์ของมะเร็งชนิดนี้พบได้น้อย ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันปีละ 8,300 ราย และเสียชีวิตปีละ 3,900 ราย
ระบาดวิทยาของโรค

ปัจจุบันยังไม่ทราบระบาดวิทยาของโรคนี้ที่ชัดเจน เนื่องจากตัวโรคนี้ไม่ได้พบบ่อยนัก แต่จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่า

  •  อัตราส่วนของเพศชาย : เพศหญิงที่เป็นโรค ประมาณ 1.1:1.0
  •  พบในคนอายุมากกว่า 60 ปี เป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่ากลุ่มอายุอื่น (51.7%)

รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 40-60 ปี (27.6%)

  •  พบในชนชาติผิวขาว (Caucasian) มากที่สุด (86%)
  •  พบการแพร่กระจายไปที่ปอดมากที่สุด

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

ยังไม่พบสาเหตุของโรคที่ชัดเจนเช่นกัน แต่พบว่ามีปัจจัยบางอย่าง ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับมะเร็งชนิดนี้ เช่น

  •  เคยได้รับการฉายแสงมาก่อน เนื่องจากมีข้อมูลว่าผู้ป่วยที่เคยฉายแสงเนื่องด้วยมะเร็งชนิดอื่น พบว่าเป็นมะเร็งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในตำแหน่งที่เคยฉายแสง แต่ต้องใช้เวลานานมากกว่า 3 ปี และเป็นมะเร็งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด เช่น Osteosarcoma,

malignant fibrous histiocytoma, angiosarcoma เป็นต้น

  •  สารเคมีบางชนิด
  •  เคยได้รับยาเคมีบำบัด
  •  ประวัติเคยได้รับการอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่ออย่างเรื้อรัง

อาการและลักษณะที่ตรวจพบ

โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของก้อน ซึ่งมะเร็งชนิดนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกตำแหน่งที่มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (หลอดเลือด ไขมัน fibrous tissue) ส่วนใหญ่จะมา

ด้วยการคลำก้อนพบ ผู้ป่วยบางคนมีอาการเจ็บบริเวณก้อนร่วมด้วย ถ้าก้อนมีขนาดใหญ่ก็สามารถกดเบียดอวัยวะข้างเคียงได้การตรวจวินิจฉัยที่จำเป็น

1. การตรวจร่างกายเพื่อให้ทราบขนาด ตำแหน่ง ความติดกับอวัยวะข้างเคียงและต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงว่าโตหรือไม่

2. การตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งมีวิธีการหลายแบบที่เหมาะสมกับขนาดและตำแหน่งของก้อน

3. การทำเอกซเรย์ เพื่อให้ทราบตำแหน่งและขอบเขตของมะเร็ง ซึ่งมีประโยชน์ต่อการวางแผนการผ่าตัด และการฉายแสงมาก โดยเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือMRI จัดว่าเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด รองลงมาคือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)การรักษา

การผ่าตัด เป็นการรักษาหลักของมะเร็งชนิดนี้สำหรับตัวโรคที่ยังไม่มีการแพร่กระจาย ไปอวัยวะอื่น ซึ่งมีเทคนิคหลายแบบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของก้อน เช่น บางกรณีอาจเลือกตัดก้อนให้ได้ขอบเขตที่กว้างพอ ซึ่งเหมาะกับก้อนที่มีขนาดเล็กมากและอยู่ตื้นๆ บางกรณีอาจเหมาะสมกับการผ่าตัดเพื่อสงวนอวัยวะ (Limb spaing surgery)ร่วมกับการฉายแสง เป็นต้น ส่วนในกรณีที่ตัวโรคกระจายที่ปอดแล้ว การพิจารณาผ่าตัดเอาก้อนที่ปอดออกนั้น สามารถทำได้ถ้าสามารถควบคุมตัวโรคที่ตำแหน่งเดิม สามารถผ่าตัดได้หมด และไม่มีการกระจายไปที่อื่นๆ

การฉายแสง มีหลายวัตถุประสงค์ คือ

  •  การฉายแสงตั้งแต่เบื้องต้น ซึ่งทำเมื่อไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือ ผู้ป่วยไม่แข็งแรงเพียงพอ ซึ่งจากรายงานการศึกษาหลายๆ อัน พบว่าอัตราการควบคุมเฉพาะที่ที่ 5 ปี เท่ากับ 30% อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี เท่ากับ 25-40%
  •  การให้รังสีก่อนการผ่าตัดเพื่อให้สามารถผ่าตัดได้ง่ายขึ้น
  •  การให้รังสีหลังผ่าตัด ให้ในกรณีผ่าตัดเพื่อสงวนอวัยวะ หรือ ผ่าตัดไม่หมด
  •  การฉายแสงเพื่อบรรเทาอาการ (Palliative radiation)
  • การให้ยาเคมีบำบัด เป็นการรักษาเสริม โดยการให้ก่อนการผ่าตัดก็เพื่อให้ก้อนยุบลง ซึ่งทำให้ง่ายต่อการผ่าตัด หรือ พิจารณาให้หลังจากผ่าตัด กรณีที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปที่ อวัยวะอื่นแล้ว การให้ยาเคมีบำบัดเพื่อประคับประคองตัวโรค (Palliative chemotherapy) มีบทบาทสำคัญ

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

3 2 3 4 0 4 7

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์