โรคมะเร็ง

มะเร็งต่อมธัยรอยด์

มะเร็งต่อมธัยรอยต์เป็นมะเร็งที่น่าสนใจ เพราะมีประวัติธรรมชาติที่แตกต่างกันมากมีตั้งแต่ชนิดที่ร้ายแรงที่สุดจนถึงร้ายแรงน้อยมาก โดยทั่วๆไปมะเร็งของต่อมธัยรอยด์เป็นมะเร็งที่รวมกันแล้วไม่ร้ายแรงคือ โตช้า อาการเกิดช้าและอัตราการตายก็ต่ำ ส่วนใหญ่มาด้วยก้อนของต่อมธัยรอยด์แต่ก็ไม่จำเป็นว่าเมื่อมีก้อน ของต่อมธัยรอยด์แล้วจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป จากรายงานในวารสารต่างๆ เมื่อพบก้อนเดี่ยวของต่อมธัยรอยด์ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งมีเพียงร้อยละ 5-35 เท่านั้น

อุบัติการ

พบประมาณร้อยละ 1-2 ของมะเร็งทั้งหมด พบในเพศหญิงมากกว่าชายในอัตรา 2.45:1เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของต่อมไร้ท่อ (ยกเว้นรังไข่)

สาเหตุ

1. ระดับ TSH ในเลือดสูงเป็นเวลานานๆ จะไปกระตุ้นให้เซลล์ในต่อมไทรอยด์กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้มักจะเป็นชนิด Papillary และ Anaplastic

2. รังสี สามารถทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์และกลายเป็นมะเร็งได้มีรายงานใช้รังสีรักษา บริเวณศีรษะและลำคอเช่นโรคต่อมธัยมัสโต หรือผู้ที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูในญี่ปุ่นแล้วกลายเป็น มะเร็งต่อมธัยรอยด์ในภายหลัง แต่การกินน้ำแร่ไอโอดีนรักษาโรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษยังไม่มีรายงานว่าทำให้เกิดมะเร็งต่อมธัยรอยด์

3. สาเหตุต่อไปนี้ยังไม่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจจะเป็นได้ คือ

    3.1 การเกิดคอพอกชนิดไม่เป็นพิษนานๆ อาจจะทำให้เกิดมะเร็งชนิด Papillary และ Anaplastic

    3.2 การเกิดเนื้องอกต่อมธัยรอยด์บางชนิด อาจจะเป็นระยะก่อนมะเร็งชนิด Follicular

    3.3 พันธุกรรม อาจจะเกี่ยวของกับมะเร็งชนิด Medullary 

    3.4 ต่อมธัยรอยด์อักเสบจากโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง

การวินิจฉัย
สิ่งที่จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมธัยรอยด์นั้นยังไม่มีอาการทางคลีนิคที่เฉพาะเจาะจงแต่เชื่อว่ามีปัจจัยหลายๆ อย่างจะทำให้คิดถึงมะเร็ง ตั้งแต่ประวัติการตรวจร่างกายและการตรวจพิเศษบางอย่าง ดังนี้

1. อายุ จากการรายงานต่างๆ ทางการแพทย์มีความเห็นกันว่า อุบัติการของมะเร็งจะพบมากใน สองช่วงอายุคือ อายุต่ำกว่า 20 ปี และสูงกว่า 60 ปี ในเพศหญิงจะพบมากขึ้นถ้าอายุมาก แต่เพศชาย ไม่สัมพันธ์กับอายุ

2. เพศ โดยปกติพบในเพศหญิงมากกว่าชาย ในอัตราส่วน 2.45:1  ถ้าเป็นโรคอื่นๆ ของต่อมธัยรอยด์ จะพบในเพศหญิงต่อเพศชายในอัตราส่วนสูงถึง 20:1  เพราะ ดังนั้นในเพศชาย ถ้าพบก้อนของต่อมธัยรอยด์ จะมีโอกาสเป็นมะเร็งค่อนข้างสูง โดยไม่มีความสัมพันธ์กับอายุแต่อย่างใด

3. ขนาด เชื่อว่ามีความสำคัญ ก้อนโตมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งมากกว่าก้อนเล็ก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็งภายในเวลาสั้นๆ

4. ประวัติในครอบครัว มะเร็งชนิด Medullary มักมีประวัติเป็นในครอบครัว

5. ลักษณะของก้อน มักจะมีลักษณะแข็ง ขอบไม่เรียบ ผิวขรุขระ ติดแน่นกับอวัยวะใกล้เคียงและผิวหนัง

6. อาการแสดงอื่นๆ เช่น เจ็บปวด ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต เสียงแหบ กดทางเดินหายใจ กลืนลำบาก

7. ประวัติการได้รับรังสี  มีรายงานทางการแพทย์หลายรายงาน และเป็นที่ยอมรับกันว่าผู้ที่เคยได้รับรังสีบริเวณศรีษะและคอ จะทำให้มีอุบัติการของมะเร็งของต่อมธัยรอยด์    

8. การตรวจต่อมธัยรอยด์ โดยการใช้สารกัมมันตรังสี เชื่อว่ามีประโยชน์ในการช่วยแยกก้อน ของต่อมธัยรอยด์ว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ ในมะเร็งของต่อมธัยรอยด์ส่วนใหญ่จะไม่สามารถจับสารรังสีเหล่านี้ทำให้ภาพออกมาเป็นส่วนที่ติดรังสีน้อยกว่าเนื้อปกติ ซึ่งบ่งบอกว่าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากถึงร้อยละ 20-30 ในทางตรงกันข้าม ถ้าภาพสแกนออกมาเป็นชนิดมีการจับรังสีในบริเวณก้อนมากกว่า ส่วนอื่นๆจะมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งน้อยมาก เพราะฉะนั้นการทำสแกนอาจจะช่วยให้ศัลยแพทย์เลือกคนไข้ไปผ่าตัดและพบมะเร็งสูงขึ้น 

9. การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรนัก นอกจากแยกบางโรค เช่น ระดับของธัยรอยด์ฮอร์โมนสูงขึ้น ในมะเร็งชนิด Medullary จะมีระดับของสารแคลซิโทนินในเลือดสูงขึ้น และมีรายงานถึงระดับไธโรโกลบูลินอาจจะสูงขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งต่อมธัยรอยด์ แต่ก็สูงได้ในพวกไม่ใช่มะเร็ง เพราะฉะนั้นอาจจะไม่มีประโยชน์นักในการให้การวินิจฉัย แต่จะช่วยในการติดตามผลการรักษา

10. การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ช่วยมากในการแยกก้อนว่าเป็นซิสต์หรือเป็นเนื้องอก ถ้าเป็นซิสต์อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ใช้เพียงเข็มดูดเอาน้ำออกเท่านั้น เพราะมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยมากเพียงร้อยละ 0.6-2

11. การใช้เข็มเล็กๆ ตัดชิ้นเนื้อ  ถ้าจะหลีกเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่ในรายที่ไม่แน่ใจนักว่าเป็นมะเร็ง อาจจะใช้เข็มเล็กๆ แทงและดูดเอาเซลล์มาตรวจดู แต่การอ่านผลจะต้องอาศัยผู้ชำนาญมาก และอาจจะ ให้การวินิจฉัยผิดพลาดได้ ข้อดีคือ จะเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่  ซึ่งการผ่าตัดของต่อมธัยรอยด์อาจจะเกิดอาการแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้ เช่น การเสียเลือด การเสี่ยงจากดมยา เสียงแหบจากการผ่าตัดถูกเส้นประสาท ที่มากล่องเสียง การผ่าเอาต่อมพาราธัยรอยด์ออกไป ทำให้เกิดารขาดแคลเซียมอาจจะทำให้ชักได้

12. การใช้วิธีการรักษาด้วยธัยรอยด์ฮอร์โมน เป็นทั้งการรักษาและวินิจฉัย ในรายที่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นมะเร็ง อาจจะทดลองให้ธัยรอยด์ฮอร์โมนขนาด 120 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ติดตามวัดขนาดก้อนทุกเดือน ถ้าขนาดเล็กลงภายใน 3 เดือน จะให้การวินิจฉัยว่าน่าจะไม่ใช่มะเร็งไม่จำเป็นต้องผ่าตัด            สำคัญคือจะต้องให้การวินิจฉัยให้ได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่จะเป็นสิ่งที่ช่วยตัดสินใจในการทำผ่าตัดควรผ่าตัดทุกรายในรายที่สงสัยมะเร็ง ส่วนพวกที่ไม่ใช่มะเร็งไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัดจะพิจารณาผ่าตัดในราย ที่มีการอุดตันของทางเดินหายใจ เพื่อความสวยงาม พวกกลืนอาหารลำบากเพราะมีก้อนไปกดทางเดินอาหารหรือในพวกที่คอพอกเป็นพิษบางราย

ชนิดของมะเร็ง

โดยแยกตามผลการตรวจชิ้นเนื้อ แบ่งเป็นชนิดใหญ่ ในพวกที่พบได้บ่อยดังนี้

   1. Differentialted Carcinoma

       1.1 Papillary carcinoma พบมากที่สุดถึงร้อยละ 50-80 ประมาณครึ่งหนึ่งของมะเร็งต่อมธัยรอยด์

มะเร็งชนิดนี้โตช้า การแพร่กระจายจะไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอเป็นส่วนใหญ่ ค่อนข้างดื้อต่อรังสีแต่มีการพยากรณ์ 

โรคดีถึงแม้ว่ามีการแพร่กระจายไปไกลแล้วก็ยังอยู่ได้หลายปี และรักษาได้ผลดีต่อการให้ธัยรอยด์ฮอร์โมน

       1.2 Follicular carcinoma พบมากเป็นอันดับสอง ประมาณร้อยละ 10-15 มีการกระจายทาง 

น้ำเหลืองและกระแสโลหิต ทำให้แพร่กระจายไปไกลๆ ชอบเป็นที่กระดูก การพยากรณ์โรคเลวกว่า  papillary 

แต่เซลล์มะเร็งชนิดนี้จะจับไอโอดีนได้ดี จึงมักรักษาต่อหลังจาการผ่าตัดได้โดยการกินน้ำแร่ไอโอดีน

       1.3 Mixed papillary-follicular carcinoma

 2. Anaplasticcarcinoma (Undifferentiated carcinoma) พบประมาณร้อยละ 10 โตเร็วมาก ไม่มีการตอบสนองต่อการให้ฮอร์โมน และไม่จับน้ำแร่ไอโอดีน มีการพยากรณ์โรคเลวมาก การรักษา หลังจากการผ่าตัดควรให้การฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด แต่ผลการรักษาก็ยังไม่ดีนัก

 3. Meduallary carcinoma พบประมาณร้อยละ 5-10 มีการกระจายทางน้ำเหลืองและกระแสโลหิต มักมีประวัติเป็นมานาน มักมีประวัติมะเร็งธัยรอยด์ในครอบครัวเนื่องจากถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์มีระดับแคลซิโทนินสูง ตรวจพบได้ในเลือด การรักษาถ้าผ่าตัดออกไม่หมดต้องฉายแสงต่อเพราะมะเร็งชนิดนี้มักจะไม่จับไอโอดีน
    
สรุปการรักษามะเร็งต่อมธัยรอยด์

เมื่อสงสัยเป็นมะเร็งไม่ว่าชนิดใด จะต้องได้รับการผ่าตัดทุกราย ส่วนการผ่าตัดจะผ่าตัดมากน้อย เท่าไรขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง โดยการตรวจดูชิ้นเนื้อก่อน และอาจจะต้องมีการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้วแต่

ชนิดของมะเร็ง เช่น อาจจะต้องกินน้ำแร่ไอโอดีนต่อในชนิด Follicular การฉายรังสีต่อในชนิด Anaplasticการรักษาด้วยธัยรอยด์ฮอร์โมนในชนิด Papillary

การรักษาด้วยการฉายแสง

แต่เดิมมักฉายรังสีเป็นการรักษาตามอาการในรายที่โรคเป็นมากกว่าที่จะหายขาดได้และไม่สามารถใช้น้ำแร่ไอโอดีนในการรักษา เช่น ชนิด Anaplastic แต่ตั้งแต่มีการนำอิเลคตรอนมาใช้ใน

การรักษา การรักษาด้วยการฉายรังสีก็มีที่ใช้มากขึ้นเพราะผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติมีน้อยกว่าการใช้โคบอลท์

สรุปข้อบ่งชี้ที่จะใช้การฉายรังสี มีดังนี้

  1. ชนิด Paillary และ Follicular (ตอบสนองต่อรังสีพอสมควร) ถ้าก้อนไม่โตมากจะสามารถ 

รักษาด้วยการฉายรังสีได้ ถ้าก้อนใหญ่มากๆจนผ่าตัดไม่ได้ รังสีอาจจะช่วยให้ยุบลงชั่วคราวได้

   2. Anaplastic ชนิดเซลล์ตัวเล็ก (ตอบสนองต่อรังสีดี) สามารถรักษาด้วยการฉายรังสีได้

   3. Anaplastic ชนิดเซลล์ตัวใหญ่ (มักจะดื้อต่อรังสี) การใช้รังสีต้องใช้ขนาดที่สูงมาก

   4. มะเร็งกระจายไปกระดูก การฉายรังสีบริเวณกระดูก ช่วยให้หายปวดและคุมโรคบริเวณนั้นๆ ได้

ผลของการรักษาและการพยากรณ์โรค

สิ่งที่มีผลต่อการพยากรณ์โรค คือ ชนิดของมะเร็ง ชนิด Papillary จะมีการพยากรณ์โรคดีมากผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายปี แม้ว่าจะพบว่ามีการแพร่กระจายไปไกลแล้ว แต่ถ้าเป็นชนิด Anaplastic จะมีการพยากรณ์โรคที่เลวมากไม่ว่ารักษาด้วยวิธีใดๆ, อายุ มากกว่า 40 ปี, ขนาดก้อน ใหญ่กว่า 4 ซม.

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

3 2 3 4 0 4 0

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์