ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง

Targeted cancer therapy ถูกพัฒนาอย่างไร?

3. targeted cancer therapy ถูกพัฒนาอย่างไร?

targeted cancer therapy ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นสองประเภท ได้แก่ small-molecule drug และ monoclonal antibody แล้ว small-molecule drug สามารถแพร่เข้าสู่เซลล์และจับกับเป้าหมายภายในเซลล์ได้โดยตรง แต่ monoclonal antibody ส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ แต่จะไปจับกับเป้าหมายที่อยู่ภายนอกเซลล์หรือบนผิวเซลล์ในการทดลองนั้นมี small-molecule drug หลายตัวที่มีคุณสมบัติคล้ายๆกัน แต่ตัวที่มีคุณสมบัติดีที่สุดเพียงไม่กี่ตัวจะถูกนำมาปรับปรุงโครงสร้างทางเคมีเพื่อสร้าง small-molecule drug ที่มีความจำเพาะ ต่อเป้าหมายมากที่สุด และจะถูกนำมาศึกษาหาตัวที่มีประสิทธิภาพและจำเพาะต่อเป้าหมายที่สุดต่อไปอีก

ในทางตรงกันข้ามสำหรับการผลิต monoclonal antibody โดย target molecule ที่ถูกทำให้บริสุทธิ์จะถูกนำมาฉีดให้สัตว์ทดลองซึ่งส่วนใหญ่จะใช้หนูทดลอง หลังจากนั้น antibody หลากหลายชนิดจะถูกสร้างขึ้นมาในตัวหนูทดลอง เซลล์ของม้ามซึ่งแต่ละเซลล์จะสร้าง antibody คนละชนิดกันจะถูกเก็บออกมาแล้วนำไปรวมกับ myeloma cell เป็น fusion cell ซึ่ง fusion cell เหล่านี้จะถูกโคลนนิ่ง (กระบวนการแบ่งเซลล์ซึ่งได้เซลล์ใหม่ที่มีโครงสร้างเหมือนกับเซลล์ต้นแบบทุกประการ) ซึ่งต่อมาจะได้ antibody ของแต่ละ fusion cell ออกมาในปริมาณมากซึ่งก็คือที่มาของ monoclonal antibody นั่นเอง โดยจะถูกนำไปทดสอบเพื่อหา monoclonal antibody ที่ออกฤทธิ์ต่อ target ได้ดีที่สุดต่อไป

ก่อนที่ monoclonal antibody จะถูกนำมาใช้ในคน monoclonal antibody จะถูก“humanized” โดยการนำโมเลกุลของสารที่คล้ายกับโมเลกุลในร่างกายของคนมาแทนที่ส่วนของ monoclonal antibody ที่แตกต่างจากคนให้ได้มากที่สุดก่อน โดยใช้วิธีทางพันธุ-วิศวกรรม ซึ่งการ humanization นี้เป็นการป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันภายในร่างกายนั้นมาทำลาย monoclonal antibody ก่อนที่มันจะสามารถเข้าไปจับกับ target molecule ได้

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 1 3 0 2 6 1

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์