ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง

การศึกษาการป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม

1. การศึกษาการป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมคืออะไร
การศึกษาการป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม เป็นการศึกษาเพื่อหาทางลดปัจจัยเสี่ยง หรือลดโอกาสที่จะเกิดมะเร็งเต้านม การศึกษาส่วนใหญ่จะทดลองในหญิงที่มีปัจจัยเสี่ยง แต่ยังไม่ได้เป็นโรคมะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านม ได้แก่ อายุมาก (โดยเฉพาะอายุมากกว่า 60 ปี), เคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน, มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว หรือมีความผิดปกติ ทางพันธุกรรม (มียีน BRCA1, BRCA2)

2. งานวิจัย Breast Cancer Prevention Trial คืออะไร
The Breast Cancer Prevention Trial (BCPT) เป็นการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐ อเมริกา ซึ่งดำเนินการวิจัยโดย National Surgical Adjuvant Breast and Bowel Project (NSABP) BCPT มีจุดประสงค์ ที่ต้องการศึกษาว่าในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านม การได้รับยา Tamoxifen (Nolvadex) จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง ได้หรือไม่การวิจัยเริ่มตั้งแต่เมษายน ปี 1992 และสิ้นสุดเมื่อกันยายน ปี 1997 ได้ศึกษาในหญิงทั้งวัยก่อนและหลังหมดประจำเดือน 13,388 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยา Tamoxifen และกลุ่มที่ได้รับยาหลอกเป็นเวลา 5 ปี ผลการศึกษาเบื้องต้น ออกตีพิมพ์เมื่อกันยายนปี 1998 พบว่ากลุ่มที่ได้ยา tamoxifen ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม น้อยกว่า กลุ่มที่ได้รับยาหลอก49 เปอร์เซ็นต์ ผลข้างเคียงของยา tamoxifen ที่พบบ่อยมักเป็นผลข้างเคียงระยะเฉียบพลัน แต่ผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจพบได้และเป็น ปัญหาสำคัญ คือ โอกาสเกิดมะเร็งมดลูก การมีลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดปอด มีลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดดำใหญ่ หรือปัญหาเส้นเลือด ในสมอง ซึ่งผลข้างเคียงระยะยาวเหล่านี้มีโอกาสพบในหญิงวัยหลังหมดประจำเดือนมากกว่าวัยก่อนหมดประจำเดือน พฤศจิกายน 2005 ได้มีการตีพิมพ์ผลความก้าวหน้าของงานวิจัย ผลการศึกษายืนยันว่ายา tamoxifen สามารถลดการเกิด มะเร็งเต้านม ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงได้ การติดตามผลการรักษาที่ 7 ปี พบว่ากลุ่มที่ได้ tamoxifen เกิดมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม น้อยกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอก 43 เปอร์เซ็นต์ ลดการเกิดมะเร็งเต้านมระยะที่ไม่ลุกลามได้ 27 เปอร์เซ็นต์ และโอกาสเกิดลิ่มเลือด อุดตันเส้นเลือดปอด ลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดดำใหญ่ หรือปัญหาเส้นเลือดในสมองที่เคยสูงกลับลดลงเมื่อติดตามการรักษาไป 7 ปีในกลุ่มที่ได้ tamoxifen ตุลาคม 1998, U.S Food and Drug Administration (FDA) ได้รับรองผลการวิจัยว่ายา tamoxifen สามารถลดการ เกิดมะเร็งเต้านมในหญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงได้

3.การศึกษา Study of Tamoxifen and Raloxifene (STAR) คืออะไร
STAR เป็นการศึกษาต่อเนื่องจาก BCPT ศึกษาในหญิงวัยหมดประจำเดือน 19,000 คน อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ที่มีปัจจัย เสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยา Raloxifene ซึ่งเป็นยาประเภทเดียวกับ tamoxifen เป็นเวลา 5 ปี เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้ tamoxifen ว่าสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้หรือไม่ การศึกษาเริ่มต้นเมื่อกรกฎาคม 1999 จนถึง พฤศจิกายน 2004 ผลการศึกษาเบื้องต้นออกตีพิมพ์เมื่อมิถุนายนปี 2006 พบว่า raloxifene และ tamoxifen ได้ผลเทียบเท่ากันในการลด การเกิดมะเร็งเต้านมในหญิงวัยหลังหมดประจำเดือนที่มีปัจจัยเสี่ยง โดยสามารถลดการเกิดมะเร็งเต้านมระยะลุกลามได้ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ต่างจาก tamoxifen ตรงที่ raloxifene ไม่ช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านมระยะไม่ลุกลาม หญิงที่ได้ tamoxifen มีการทำงานของระบบสืบพันธุ์ที่ดีกว่ากลุ่มที่ได้ raloxifene แต่ก็มีอาการร้อนวูบวาบ มีเลือดหรือน้ำ ไหลจากช่องคลอด กลั้นปัสสาวะลำบาก หรือตะคริวมากกว่า raloxifene, แต่ raloxifene ก็มีผลข้างเคียง เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ น้ำหนักเพิ่ม มีอาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์มากกว่า Raloxifene มีผลข้างเคียงระยะยาวที่รุนแรง เช่น มะเร็งมดลูก ลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดปอด ลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดดำ ใหญ่น้อยกว่า แต่ปัญหาเส้นเลือดในสมองไม่แตกต่างจาก tamoxifen กันยายน 2007, FDA ได้ให้การรับรองว่า raloxifen ช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม และการเกิดโรคกระดูกพรุน ในหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน

4. มีการศึกษาการป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมอื่นๆ อีกหรือไม่
มีการศึกษาเกี่ยวกับยา aromatase inhibitor (AIs) ทำหน้าที่ขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ aromatase ซึ่งเป็นเอนไซม์ ที่ร่างกายใช้ในการสร้างเอสโตรเจน นอกจากรังไข่ที่เป็นอวัยวะที่สำคัญในการสร้าง aromatase และเอสโตร เจนแล้ว ยังสามารถ สร้างได้จากไขมัน adipose, สมอง การใช้ AIs เพื่อลดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ผลไม่ค่อยดี เนื่องจากในภาวะที่มีเอสโตรเจนต่ำ รังไข่จะถูกกระตุ้นให้ สร้าง aromatase เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีการสร้างเอสโตรเจนมากตามไปด้วย แต่กลไกนี้จะไม่พบในหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากรังไข่ไม่สามารถสร้าง aromatase หรือเอสโตรเจนได้ ดังนั้น AIs จะนำมาใช้เฉพาะในหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน

5. ทางเลือกอื่นในการป้องกันมะเร็งเต้านมในหญิงที่มีปัจจัยเสี่ยง
แพทย์มักแนะนำให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงเข้ารับการตรวจอย่างใกล้ชิดเป็นระยะ เพราะจะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่ม ต้นซึ่งโอกาสรักษาหายขาดสูง หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงยังสามารถเลือกการรักษาโดยการรับประทานยา tamoxifen หรือ raloxifene หรือผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็ง การผ่าตัดเต้านมเพื่อป้องกันมะเร็ง (Preventive mastectomy) เป็นการผ่าตัดเต้านมข้างเดียวหรือทั้งสองข้างเพื่อป้องกัน หรือลดการเกิดมะเร็ง การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการผ่าตัดเต้านมสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งในรายที่มียีนผิดปกติ (BRCA1, BRCA2) ได้ 90 เปอร์เซ็นต์ และยังมีการศึกษาอื่นๆ อีก พบว่าการผ่าตัดรังไข่ทั้งสองข้างสามารถลดการเกิดมะเร็งรังไข่ในรายที่มี ยีนผิดปกติได้ 50 เปอร์เซ็นต์ การเลือกแนวทางการรักษานั้น ต้องตัดสินใจตามความเหมาะสมสำหรับแต่ละคน ขึ้นกับการตัดสินใจของผู้ป่วยและครอบครัว คำนึงถึงผลดีและผลเสียของแต่ละวิธีเพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่ดีที่สุด

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 2 2 8 3 1 7

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์