เรื่องเล่าจากผู้ป่วยสู้มะเร็ง

มะเร็งเต้านม เรื่องที่ 2

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านที่มีความสนใจต่อโรคมะเร็งเต้านมทุกท่าน ก่อนอื่นดิฉัน (คุณป้า) จะขอแนะนำตัวก่อนว่าเป็นใคร มาจากไหน จึงได้ชื่อว่า “ปลอดโรค” จากมะเร็งเต้านม

ดิฉัน ชื่อ นางเถลิงศรี มอญกระโทก เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาเป็นระยะเวลา 15 ปี จนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังมาพบแพทย์ตามนัดอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ดิฉันจะขอเล่าประสบการณ์จริง จากชีวิตจริงให้ทุกท่านได้ฟัง ได้อ่าน ดังนี้ค่ะ เมื่อ 15 ปีก่อน ได้ตรวจสุขภาพประจำปี ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในการไปตรวจครั้งนั้น ดิฉันมีความรู้สึกว่าอยากตรวจร่างกาย เพื่อตรวจเช็คว่าสุขภาพของตัวเองแข็งแรงมีอะไรผิดปกติหรือไม่
 
เริ่มต้นที่ดิฉันต้องไปตรวจสุขภาพเพราะดิฉันมีอาการเจ็บที่หน้าอก เต้านม ด้านซ้ายเป็นก้อนแข็งๆ และปวดเหมือนเป็นฝี มีไข้ ตัวร้อน ดิฉันจึงคิดว่าน่าจะไปพบหมอให้หมอตรวจ ก็เลยมาพบหมอที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อความแน่ใจและความสบายใจ
 
เมื่อพบหมอ คุณหมอตรวจที่เต้านมและให้ดิฉันไปเจาะเต้านมหาเซลล์มะเร็งที่ชั้น 2 ของโรงพยาบาลแห่งนั้น และคุณหมอบอกว่าจะส่งผลการตรวจไปที่บ้านภายใน 45 วัน เมื่อครบกำหนด 45 วัน ดิฉันได้รับผลการตรวจปรากฎว่า “พบเซลล์มะเร็งที่เต้านมด้านซ้าย” ดิฉันตกใจมาก รู้สึกกลัว สับสนไปหมด ขณะนั้นดิฉันตัวคนเดียว สามีเสียชีวิตไปได้หลายปีแล้ว ลูกสาว 3 คน กำลังอยู่ในวัยเรียน ความรู้สึกขณะนั้นมันสับสนไปหมดบอกไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรดี ดิฉันจึงตั้งสติ เพราะคิดถึงลูก ลูกยังเล็ก คุณหมอแนะนำให้ผ่าตัด 
 
คุณหมอนัดผ่าตัด ดิฉันก็มาตามนัดเพื่อเข้ารับการผ่าตัด เมื่อมาถึงได้รับคำตอบจากพยาบาลว่า “อาจารย์หมอไม่อยู่ค่ะ ไปดูงานต่างประเทศ อีก 3 เดือนจึงจะได้ผ่าตัด”
หลังจากนั้นอีก 3 เดือน ดิฉันก็มาตามนัดเพื่อพบคุณหมอ ดิฉันพูดกับคุณหมอว่าในช่วงเวลา 3 เดือน ดิฉันได้ปรึกษากับครอบครัวกับญาติ และเพื่อนร่วมงานว่าจะขอเปลี่ยนโรงพยาบาล ดิฉันถามคุณหมอว่าขอ
 
เปลี่ยนไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากมีญาติทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วย คุณหมอตอบว่าได้ ดิฉันเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งมีญาติทำงานอยู่แผนกเวชภัณฑ์และยา เมื่อมาพบหมอที่แผนกมะเร็งเต้านม ญาติพาไปพบอาจารย์หมอพิเศษต่างใจอาจารย์หมอสั่งให้เจาะเต้านมอีกครั้ง ผลตรวจพบ “เซลล์มะเร็ง” คุณหมอสั่งผ่าตัดภายใน 7 วัน กำหนดวันผ่าตัดในวันที่ 29 มิถุนายน 2543 พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 1 อาทิตย์ เมื่อครบ 1 อาทิตย์แล้ว คุณหมอนัดใหม่และอนุญาตให้กลับบ้านได้
 
คุณหมอนัดตรวจอีกครั้งที่ตึกว่องวานิช ชั้น 1 และปฐมนิเทศ พบอาจารย์หมอนพดล  อัศวเมธา คุณหมอให้ทานยาฮอร์โมนบำบัด ทานไปจนครบ 5 ปี และต้องพบหมอตามนัดทุกครั้ง ไม่เคยขาดนัดเลย ดิฉันนั่งรถโดยสารประจำทาง จากชัยภูมิถึงกรุงเทพฯ โดยลำพังทุกครั้ง จากรถรอบ 24.00 น. ถึง 04.30 น. ที่กรุงเทพฯ และนั่งรถเมล์ต่อมาลงที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่ต้องมาพบหมอตามนัด ได้รับการให้บริการจากอาจารย์หมอเป็นอย่างดีทุกครั้งที่มาตรวจ
 
เมื่อทานยาครบ 5 ปี คุณหมอก็ให้หยุดทานยา ดิฉันปฏิบัติตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัดกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด ทำจิตใจให้ผ่องใส สบายๆ ที่สำคัญดิฉันกินยาตามหมอสั่งทุกอย่าง ไม่ทานยาสมุนไพรโดยเด็ดขาด งดเว้นอาหารหมักดอง อาหารทอด ควรทานผัก ผลไม้ เป็นประจำเพื่อจะได้ไม่ท้องผูก และเครื่องดื่มที่เป็นน้ำอัดลม จำพวกแอลกอฮอล์ไม่ทาน จะทานเป็นนมพร่องมันเนย นมเปรี้ยว ทุกวัน
 
ออกกำลังกายพอเหมาะพอควร ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ดิฉันออกกำลังกายวันละ 30 นาทีทุกวันค่ะ และระหว่างวันจะไม่พยายามนอนกลางวัน จะหาอะไรทำตลอดเวลา เช่น อ่านหนังสือ ตกแต่งกิ่งต้นไม้ ดูแลโต๊ะหมู่บูชาพระ ทำความสะอาดบ้านเบาๆ ไม่หนัก ขยับร่างกายอยู่ตลอดเวลา สวดมนต์ไหว้พระทุกวัน เข้าวัดจำศีล เมื่อถึงเดือนเข้าพรรษา
 
ดิฉันหยุดทานยามาได้ ประมาณ 5 ปี ปรากฎว่ามีเนื้องอกเป็นติ่งชิ้นเล็กๆ ที่แผลผ่าตัด เป็นเนื้อนิ่มๆ ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดอะไรเลย ดิฉันจึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใกล้บ้าน คุณหมอก็ผ่าเอาชิ้นเนื้อนั้นออกมาแล้วส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลที่ตรวจในครั้งแรก ภายใน 7 วัน ผลตรวจออกมาว่าพบ “เซลล์มะเร็ง” อีกครั้ง คุณหมอจึงถามดิฉันว่า “จะผ่าตัดที่โรงพยาบาลไหน” คุณหมอจะทำใบส่งตัวให้ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลนั้น ดิฉันบอกว่า “ขอไปโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่เดิมค่ะ” คุณหมอจึงทำใบส่งตัวให้ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ต่อ
 
ดิฉันมาพบอาจารย์หมอนพดล อัศวเมธา ที่ตึกว่องวานิช ชั้น 1 คุณหมอนำให้ฉายแสงและทานยาต่ออีก 5 ปี ฉายแสงที่ตึกว่องวานิช ชั้น 1 จำนวน 29 ครั้ง ฉายแสงที่ตึกอับดุลอีก 23 ครั้ง รวมเป็น 52 ครั้ง แล้วคุณหมอก็นัดตรวจทุกๆ 4 เดือนและ 6 เดือน ดิฉันมาตามหมอนัดทุกครั้งไม่เคยขาด
 
การฉายแสงดิฉันไม่มีอาการแพ้เลย (ปกติถ้าแพ้จะมีอาการผมร่วง) ดิฉันเป็นปกติดีทุกอย่าง ทานอาหารได้ตามปกติ ไม่มีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อาเจียน เหมือนคนอื่นๆ ไม่มีเลย ปกติดีทุกอย่าง ดิฉันนัดว่าโชคดี คิดว่าเป็นหนึ่งในล้านคนที่ไม่มีอาการแพ้ยา หรืออาการแพ้อื่นๆ เลย 
 
ดิฉันทานยาจนครบ 5 ปี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2558 รวมระยะเวลาทั้งสิ้นจำนวน 15 ปี 11 เดือน ทุกวันนี้ ดิฉันมีความสุขดี ปลอดจากโรคก็เพราะดิฉันปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดในทุกเรื่องที่คุณหมอบอก เช่น
1) เรื่องยา ทานยา(ฮอร์โมน) ตามหมอสั่ง จะเป็นยาความดันโลหิตสูง หรือ ยาลดไขมันในเลือดทุกวัน
2) เรื่องอาหารการกิน ดิฉันทานปลาเป็นอาหารหลัก ตามด้วยผักและผลไม้ตามฤดูกาล ทามอาหารให้ครบ 5 หมู่ ยกเว้นเนื้อสัตว์ และอาหารประเภทหมักดอง จะงดเว้นคือไม่ทานเลย
3) เรื่องการออกกำลังกาย ดิฉันออกกำลังกายทุกวันๆ ละ 30 นาที เริ่มจากการเดิน รดน้ำต้นไม้ ทำงานบ้านบ้าง(เบาๆ) ผ่อนคลายด้วยการดูทีวี ไปวัดบ้าง ไปตลาดซื้อของใช้บ้าง ไปเที่ยวพักผ่อนกับลูกๆ หลานๆ ในวันหยุด ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ วัยเดียวกันบ้าง เป็นบางครั้งที่มีโอกาส
4) การพักผ่อนให้เพียงพอ ดิฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง ทุกวัน(โดยเฉลี่ย) ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด ไปวัดฟังธรรม ร่วมทำบุญตามเทศกาล จำศีลภาวนาในช่วงเข้าพรรษาที่วัดใกล้บ้าน อ่านหนังสือธรรมะบ้าง อ่านหนังสือทั่วไปบ้าง
 
ดิฉันขอสรุปสั้นๆ ว่า การปฏิบัติตัวเองอย่างเคร่งครัด ตามหมอสั่งทานยา ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติเท่านั้นที่จะทำให้คุณทั้งหลาย ปลอดจากโรค ปลอดภัยจากมะเร็ง ทุกชนิด
 
ปัจจุบันนี้ดิฉันก็ยังคงเดินทางมาพบอาจารย์หมอทุกครั้งที่คุณหมอนัดมิได้ขาด ดิฉันขออวยพรให้ทุกท่านหายขาดจากโรคร้ายทุกชนิดค่ะ เหมือนอย่างดิฉัน ขอขอบคุณ
อาจารย์หมอทุกท่านที่ให้การรักษาดิฉันเป็นอย่างดีตลอดมาค่ะ
 
สวัสดีค่ะ
นางเถลิงศรี มอญกระโทก

แชร์เรื่องราวของคุณที่นี่

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 3 3 2 8 4 8

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์