เรื่องเล่าจากผู้ป่วยสู้มะเร็ง

มะเร็งหลังโพรงจมูก เรื่องที่ 2

          ดิฉันชื่อ เรืองแข  พู่แสงมุกข์ อายุ 68 ปี เป็นโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก เมื่อปลายปี 2555  ตอนนั้นอายุได้ 59 ย่าง 60 ปี เริ่มแรกมีก้อนเนื้อเล็กนิดเดียวหลังหูข้างซ้ายซึ่งไม่มีอาการเจ็บหรือปวดแต่อย่างใด ดิฉันจึงรีบไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาล คุณหมอดูก้อนเนื้อแล้วบอกว่ามีขนาดเล็ก จึงยังไม่ผ่าตัด เวลาผ่านไป 6-7 เดือน พบว่าตรงหลังไหล่ซ้ายบวม คุณหมอจึงนัดผ่าต่อมทอมซิล ต่อมน้ำลาย และต่อมน้ำเหลือง เพื่อเอาชิ้นเนื้อไปตรวจผลตรวจออกมาพบว่า ดิฉันเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูกพอคุณหมอบอกดิฉัน มีอาการเข่าอ่อน มือไม้สั่น หูอื้อ เพราะตกใจมาก คุณหมอพูดให้ไปทำอะไรต่อ ฟังไม่รู้เรื่อง จนต้องเรียกพี่สาวมาร่วมฟังด้วย เพื่อวางแผนการรักษา เช่น ให้ไปทำหน้ากากเพื่อฉายแสง และเคมีบำบัดคู่กันเพื่อไม่ให้กระจายไปส่วนอื่นของร่างกาย โดยจะต้องรักษาโดยการฉายแสง 35 ครั้ง ซึ่งการรักษาขั้นตอนแรกคุณหมอให้ไปทำฟัน เพื่อไม่ให้ช่องปากมีปัญหาเพราะช่วงที่ให้เคมีบำบัดปากจะแห้งมากๆ ซึ่งต้องพกน้ำติดตัวตลาดเวลา เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับอยู่ 3 วัน(คิดมาก) ด้วยความกังวลใจจึงไปพบคุณหมอจิตเวช และคุยกับคุณหมออยู่นานทีเดียว คุณหมอจึงให้ยาคลายเครียด วิตก กังวล มาทาน หลังจากนั้นก็เริ่มทำการพูดถึง เอาไข่ขาว ผัก หมู มาปั่นให้ละเอียดและตุ๋นไข่วันละ 9 ฟอง(ไม่มีรสชาติเลย) ปากก็ยิ่งแห้งไม่มีน้ำลาย ซึ่งการให้เคมีบำบัดทำให้ปากแห้งอยู่แล้วก็ทำให้ยิ่งแห้งมากขึ้น เวลากินอาหารต้องดื่มน้ำตามตลอด คุณหมอบอกว่าน้ำลายจะดีขึ้นภายใน 1 ปี ต้องฉายแสงครบ 35 ครั้ง แต่เคมีบำบัดไม่ครบ ร่างกายสู้ไม่ไหว คุณหมอจึงให้หยุดเคมีบำบัด น้ำหนักจาก 52 กิโลกรัมเหลือ 38 กิโลกรัม อยู่กับมะเร็งมา 7 ปีกว่า น้ำหนักเริ่มขึ้นมา ตอนนี้หนัก 43 กิโลกรัม

          หลังจากทำการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ต้องไปพบคุณหมอทุก 3 เดือน ทุก 6 เดือน ตอนนี้ 1 ครั้ง/ปี โดยพบคุณหมอฟัน ทุก 3 เดือน เพื่อรักษาฟันผุที่มีการฉายแสงตอนให้เคมีบำบัด พบคุณหมอส่องกล่องทุก 6 เดือน และได้ทานยาคุณหมอจิตเวชเป็นเวลา 2 ปี ตอนนี้หยุดแล้วค่ะ
 ทุกวันนี้ดิฉันได้ออกกำลังกายทุกเช้า โดยการเดินเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ได้สูดอาการบริสุทธ์ยามเช้า สวดมนต์ทุกเช้า-เย็น โดยสวดบทไหนก็ได้ที่เราชอบ ทำบุญ ทำทาน ตามกำลังที่เราไหว ไม่ทำให้ตัวเราต้องลำบาก ช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาคนป่วยในโรคต่างๆ ที่ดิฉันพอจะมีประสบการณ์บ้าง  เป็นกำลังใจให้กันและบอกกับตัวเองว่ามะเร็งจะต้องอยู่กับเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข กินอาหารได้ตามปกติ หมู ไก่ ปลา ยกเว้นของหมัก ดอง ตอนที่รักษาไม่ต้องพูดถึง แต่ต้องกิน(อดทน) รสชาติอาหารจะดีขึ้นเอง ให้กำลังใจตัวเอง บางครั้งก็ท้อและเบื่อเหมือนกันและสุดท้ายแล้วก็คิดว่า เราต้องเจอ ดังนั้นมะเร็งจะต้องอยู่กับเรา และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดชีวิต เราตายมะเร็งก็ตายด้วย จึงหมั่นสวดมนต์ทำบุญ-ทำทานให้(เพื่อความสบายใจและให้กำลังใจตนเอง)

ดิฉันให้กำลังใจทุกๆคนสู้ๆนะคะ สู้ไปด้วยกัน และคุยกับดิฉันได้นะคะ
เรืองแข  พู่แสงมุกข์  เบอร์โทร : 02-747-0047, 086-044-3442

 


แชร์เรื่องราวของคุณที่นี่

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 3 3 2 9 1 1

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์