ยาเคมีบำบัด

การรักษาโรคมะเร็งตับอ่อน

อาจารย์แพทย์หญิงนุสรา ภาคย์วิศาล
สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย


การรักษามะเร็งตับอ่อนขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่ตรวจพบ ซึ่งสามารถแบ่งระยะโรคได้ ดังนี้

1. ระยะต้น หมายถึง การตรวจพบก้อนมะเร็งเฉพาะบริเวณตับอ่อน ไม่พบการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น และทางศัลยแพทย์ประเมินว่าสามารถผ่าตัดได้หมด การรักษาหลักในระยะนี้ คือ การผ่าตัดเพื่อเอาก้อนมะเร็งที่ตับอ่อนออกให้หมด จากนั้นหลังการผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยฟื้นตัวดี โดยทั่วไปคือช่วง 4-12สัปดาห์หลังผ่าตัด แพทย์จะพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดเสริมในผู้ป่วยทุกรายเป็นระยะเวลานาน 6 เดือน  เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยพบว่าการให้ยาเคมีบำบัดเสริมหลังการผ่าตัดสามารถเพิ่มโอกาสการหายขาดจากโรคและลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็งเมื่อเทียบกับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว


2. ระยะลุกลามเฉพาะที่ หมายถึง การตรวจพบก้อนมะเร็งบริเวณตับอ่อนโดยก้อนมะเร็งมีการลุกลามไปยังเส้นเลือดข้างเคียง ซึ่งทางศัลยแพทย์ประเมินว่าอาจจะไม่สามารถผ่าตัดได้หมดตั้งแต่แรก กรณีนี้แพทย์มีความจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อของก้อนมะเร็งที่ตับอ่อนเพื่อประเมินและยืนยันชนิดของเซลล์มะเร็ง ซึ่งการเก็บชิ้นเนื้อมักทำได้โดยการส่องกล้องอัลตราซาวน์ทางปาก และใช้เข็มขนาดเล็กผ่านกล้องเข้าไปเจาะเก็บเซลล์จากก้อนที่ตับอ่อน เมื่อได้ผลทางพยาธิวิทยายืนยันว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนจริง จึงพิจารณาให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเป็นเวลานาน 2-3 เดือน จากนั้นจึงประเมินด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อพิจารณาการตอบสนองของตัวโรค หากพบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงและสามารถผ่าตัดได้หมดจะพิจารณาทำการผ่าตัด หากพบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดคงที่และไม่มีการกระจายไปยังอวัยวะอื่นแต่ยังไม่สามารถผ่าตัดได้หมดอาจจะพิจารณาเรื่องการฉายรังสีบริเวณก้อนมะเร็งเพิ่มเติม


3. ระยะแพร่กระจาย หมายถึง การตรวจพบก้อนมะเร็งบริเวณตับอ่อนและมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ เยื่อหุ้มช่องท้อง เป็นต้น ในระยะนี้วัตถุประสงค์ของการรักษา คือ การประคับประครองเพื่อควบคุมตัวโรคมะเร็งไม่ให้มีการลุกลามเพิ่มเติมและบรรเทาอาการที่เกิดจากตัวโรค ดังนั้นการรักษาจึงประกอบด้วยการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดอาการปวด และการรักษาแบบจำเพาะเพื่อควบคุมตัวโรคมะเร็งคือการรักษาด้วยยาต้านมะเร็ง โดยสามารถแบ่งกลุ่มยาได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่


      3.1 ยาเคมีบำบัด เป็นกลุ่มยาหลักที่ใช้ในการควบคุมมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย โดยมีการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบพบว่าการให้ยาเคมีบำบัดสามารถยืดระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วย เมื่อเทียบกับการรักษาตามอาการเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้รักษามีความจำเป็นต้องประเมินสมรรถภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย ภาวะโภชนาการ รวมทั้งค่าเม็ดเลือด การทำงานของตับและไตก่อนเริ่มการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเสมอ เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยสามารถรับยาเคมีบำบัดได้หรือไม่และเหมาะสมกับยายาเคมีแบบใด เนื่องจากยาเคมีบำบัดที่มีข้อมูลในการรักษามะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายสามารถให้ได้หลายแบบ เช่น   

  • สูตรที่ใช้ยาเคมีบำบัด 1 ชนิด:Gemcitabine, Fluoropyrimidine, Capecitabine
  • สูตรที่ใช้ยาเคมีบำบัด 2 ชนิด:Gemcitabine + nab-Paclitaxel
  • สูตรที่ใช้ยาเคมีบำบัด 3 ชนิด: mFOLFORINOX

     3.2 ยามุ่งเป้า การใช้ยามุ่งเป้ามีความจำเป็นต้องตรวจการกลายพันธุ์ของยีนก่อนใช้ยาเสมอ หากไม่พบการกลายพันธุ์ของยีนที่เฉพาะเจาะจงกับยามุ่งเป้าชนิดนั้นๆจะไม่สามารถใช้ยามุ่งเป้าได้ ซึ่งยามุ่งเป้าที่มีข้อมูลในมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย ได้แก่

  • ยากลุ่ม NTRK Inhibitor(Larotrectinib, Entrectinib) จะพิจารณาใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนที่ชื่อว่า NTRX gene fusion จากชิ้นเนื้อของก้อนมะเร็ง ซึ่งอุบัติการณ์ในการตรวจพบในมะเร็งตับอ่อนถือว่าน้อยมาก คือน้อยกว่าร้อยละ 5
  • ยากลุ่ม PARP Inhibitor (Olaparib) จะพิจารณาใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่ตรวจพบการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของยีนที่ชื่อว่าBRCA1/2 โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่าหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดขนานแรกนาน 4-6 เดือน และสามารถควบคุมโรคได้ การให้ยา Olaparib สามารถช่วยยืดระยะเวลาการกำเริบของโรค อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ในการตรวจพบการถ่ายทอดของยีนชนิดนี้ในมะเร็งตับอ่อนพบเพียงร้อยละ 4-7

     3.3 ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ยากลุ่มนี้ไม่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายทุกคน ก่อนใช้ยามีความจำเป็นต้องตรวจทางโมเลกุลเพิ่มเติม หากพบ MSI-high หรือ dMMR จึงจะสามารถใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดได้ อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ในการตรวจพบดังกล่าวในมะเร็งตับอ่อนถือว่าค่อนข้างน้อยคือประมาณร้อยละ 1-2


 

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

6 4 8 2 9 1 1

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์